เมษายน 25, 2018, 07:58:21 AM

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - panne rattana

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1
บัตรเครดิต คืออะไร? ปัจจุบันมีบัตรจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน รวมทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ มากมาย จนทำให้ใครหลายคนอาจสงสัยว่าบัตรแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร

บัตรเครดิตคืออะไร
บัตรเครดิต คือ บัตรที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินออกให้กับลูกค้าโดยมีวงเงินให้ลูกค้าใช้รูดเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยลูกค้าจะต้องชำระเงินให้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินในภายหลังตามรอบบัญชีในแต่ละเดือนที่ธนาคารกำหนด โดยปกติรอบบัญชีจะอยู่ที่ 45 – 55 วัน

ลูกค้าสามารถจ่ายเงินให้กับธนาคารตามรอบบัญชีด้วยจำนวนเงินเต็มจำนวนที่ใช้จ่ายไป หรือจำนวนขั้นต่ำก็ได้ หากลูกค้าจ่ายเงินตามจำนวนขั้นต่ำหรือจ่ายเงินเกินจากวันที่ตามรอบบัญชีที่กำหนด ลูกค้าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคารในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก คือ 20%ต่อปี

สำหรับค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเครดิตมักมีการยกเว้นในปีแรก ในปีต่อๆ ไปธนาคารจะกำหนดจำนวนเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตร แต่ถ้าผู้ถือบัตรใช้จ่ายยอดไม่ถึงตามที่ธนาคารกำหนด ผู้ถือบัตรสามารถโทรแจ้งธนาคารเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้

นอกจากนี้บัตรเครดิตยังสามารถกดเงินออกมาใช้ก่อนได้ โดยลูกค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการกดเงินออกมาใช้ประมาณ 3% ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร และยอดเงินที่กดออกมาใช้ นอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว การกดเงินออกมาใช้เปรียบเสมือนการยืมเงินมาใช้ก่อน ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยอีกประมาณ 25-28% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ดังนั้นเราจึงไม่ควรกดเงินสดออกมาใช้

การใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์
การใช้บัตรเครดิตให้ได้ประโยชน์ ผู้ถือบัตรควรชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเวลาทุกรอบบัญชีและชำระเต็มจำนวน ผู้ถือบัตรจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงมากให้กับธนาคาร นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรไม่ควรกดเงินสดจากบัตรออกมาใช้ หากเราใช้บัตรด้วยความมีวินัย บัตรเครดิตจะมีประโยชน์และข้อดีมากมาย เช่น

แต่ละธนาคารจะมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าผู้ถือบัตร เช่น การสะสมคะแนนเพื่อแลกของสมนาคุณต่างๆ มากมาย การได้รับส่วนลดจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ การได้รับเงินคืนเมื่อใช้บัตร อาจคืนในรูปของเงินเข้าบัญชีหรือคูปองเงินสดแลกซื้อของ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรสามารถผ่อนจ่ายสินค้านานถึง 3, 6, 12 เดือน โดยชำระดอกเบี้ย 0%

สินเชื่อบัตรกดเงินสดซิตี้ เรดดี้เครดิต คืออะไร มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คลิ๊กที่นี่ http://www.checkraka.com/price/personal-loan-1-216/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-Citibank-Ready-Credit-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%8C-Citibank-1411946/

2
วิธีทำให้รูขุมขนหน้าเล็กลงด้วยเทคนิคง่าย ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยให้คุณสาว ๆ รับมือกับปัญหารูขุมขนกว้างได้อย่างอยู่หมัด งานนี้เตรียมบอกลาผิวเปลือกส้ม เผยผิวเนียนนุ่ม ดูอ่อนเยาว์ราวกับเป็นคนใหม่ได้เลย !

เชื่อว่าปัญหาผิวหน้าที่คุณสาว ๆ หลายคนเป็นกังวลใจและแก้ไม่ตกคงจะหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้าง เมคอัพปกปิดยังไงก็ไม่เรียบเนียน มิหนำซ้ำรูขุมขนที่กว้างยังทำให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันจนทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบได้ง่ายอีกด้วย คิดแล้วก็กลุ้มใช่ไหมล่ะคะ ? ซึ่งปัญหารูขุมขนกว้างนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ ความเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน รวมไปถึงหน้ามันก็เป็นอีกสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้รูขุมขนกว้างได้เช่นกันค่ะ และหากใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงกันอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมมี 5 เทคนิคง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ เป็นเคล็ดไม่ลับที่จะช่วยกระชับและปกปิดรูขุมขนใบหน้าให้เล็กลงได้ อีกทั้งยังช่วยปกป้องและดูแลผิวหน้าของคุณสาว ๆ ให้กลับมาเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ และขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้งได้อีกด้วย

1. ทำความสะอาดผิวหน้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

คุณสาว ๆ ห้ามปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเด็ดขาดนะคะ ! การล้างหน้าให้สะอาดเอี่ยม ทุกเช้าและก่อนนอนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้หลุดออก โดยวิธีทำความสะอาดก็ง่าย ๆ เลยค่ะ เพียงแค่ใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าเสียก่อน จากนั้นใช้โฟมหรือสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนต่อผิวล้างและนวดสครับให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผิวหน้า ปิดท้ายด้วยการทาครีมบำรุงให้ผิวหน้าเนียนนุ่มและกระชับรูขุมขน หากทำอย่างสม่ำเสมอนอกจากรูขุมขนจะเล็กลงแล้ว ยังช่วยให้ใบหน้าดูเนียนใสขึ้นอีกด้วยค่ะ

2. ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหรือประคบหน้าด้วยน้ำแข็งกระชับรูขุมขน

การใช้น้ำเย็นล้างหน้าในตอนเช้าหลังจากที่ล้างด้วยน้ำอุ่น หรือนำผ้ามาห่อน้ำแข็งแล้วประคบเบา ๆ ที่ผิวหน้าหลังจากล้างหน้าเสร็จ เป็นวิธีปิดรูขุมขนที่ให้ผลลัพธ์เยี่ยม เพราะการที่ผิวถูกความร้อนจากน้ำอุ่นทำให้รูขุมขนขยายกว้างขึ้น ดังนั้นการปิดรูขุมขนหลังล้างหน้าจึงถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยปกป้องผิวหน้าจากเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่อาจจะเข้าไปอุดตันรูขุมขนได้ค่ะ

3. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวจากรังสียูวีตัวการที่ทำให้รูขุมขนกว้าง

แสงแดดที่เต็มไปด้วยรังสียูวีสามารถทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนังได้ อีกทั้งทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกายลดลง ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวกว้างขึ้น ผิวหน้าหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยลึกก่อนวัยอันควร ควรปกป้องผิวหน้าจากรังสียูวีด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 30-50 สำหรับสาว ๆ ที่รูขุมขนกว้างแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน จะช่วยไม่ให้รูขุมขนอุดตันอันเป็นต้นเหตุของสิวอักเสบได้ค่ะ

วิธีทำกระชับรูขุมขนหน้าเล็กลง เผยผิวหน้าเนียนสวยเป๊ะด้วย 5 เทคนิคง่าย ๆ คลิ๊กที่นี่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

3
สมาร์ทโฟน แทบจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักเห็นผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ก้มหน้าก้มตาเล่นอยู่เสมอ แต่คุณรู้ไหมว่าการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมถึงกระทบต่ออารมณ์ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าอันตรายมากน้อยแค่ไหน เราไปร่วมค้นหาคำตอบกันเลยค่ะ

1.สายตาเริ่มเบลอ การมองหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน คือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการสายตาเบลอ จากการศึกษาในปี 2011 พบว่า มากกว่า 90% ของคนที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนนานกว่า 2 ชั่วโมง จะเกิดปัญหาขึ้นกับดวงตา เช่น ตาเบลอ ตาแห้ง เป็นต้น

2.ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหากับสายตาแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ปวดศีรษะ และเกิดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย จากผลการศึกษาพบว่า สมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ส่งผลต่อการรับรู้ของสมอง และความทรงจำ

3.นอนไม่เต็มอิ่ม ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานก่อนนอน จะทำให้นอนหลับยาก และเกิดอาการหลับๆ ตื่นๆ ยังไม่นับรวมกับการที่คุณต้องเช็คการแจ้งเตือนทุกครั้งก่อนหลับตานอน เพราะนั่นจะทำให้การพักผ่อนของคุณไม่ต่อเนื่อง ทางที่ดีที่สุดคือ ปิดโทรศัพท์ หรือปิดเฉพาะสัญญาณอินเตอร์เน็ต และวางมันให้ห่างตัวก่อนนอนทุกครั้ง

4.สบตาคนอื่นน้อยลง เทคโนโลยีเป็นสาเหตุทำให้คนสบตากันน้อยลง จากผลการศึกษาพบว่า โดยปกติแล้วเมื่อคนพูดคุยกันมักจะเกิดการสบตากันอย่างน้อย 30-60% ของบทสนทนาทั่วไป และสายตาเป็นตัวช่วยในการสื่อสารทางอารมณ์มากถึง 60-70% ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าอยากจ้องหน้าจอมากกว่าสบตาคนอื่น นั่นแสดงว่าถึงเวลาที่คุณควรจะเลิกเล่นโทรศัพท์แล้วล่ะค่ะ

7 ผลข้างเคียงจากการเสพติดสมาร์ทโฟน คลิ๊กที่นี่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

4
อาหาร / เมนูอาหารหลัก 5 หมู่ที่ถูกลืม
« เมื่อ: เมษายน 16, 2018, 12:39:21 PM »
เราทุกคนถูกสอนว่าการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง คือการรับประทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ เราท่องต่อๆกันมาว่าอาหาร 5 หมู่นั้นคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน ไขมัน แต่พอนานไปก็ไม่ได้ใส่ใจว่าอาหารแต่ละหมู่คืออะไรและมีข้อดีอย่างไร แล้วคุณรู้รึเปล่าว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ควรขาดอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งไป วันนี้เราจะพาคุณย้อนเวลาหาอดีตถึงสมัยประถมกันดีกว่าค่ะว่าอาหารหลัก 5 หมู่จริงๆแล้วคืออะไร

หมู่ที่ 1 โปรตีน ได้มาจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ถือว่าเป็นธาตุอาหารที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โปรตีนเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำ โดยเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของเซลสิ่งมีชีวิต เช่น เอนไซม์ (enzyme) ฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิต ทั้งยังสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการเสริมสร้างเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ เจ้าเอนไซม์นี้มีความสำคัญยิ่งต่อระบบย่อยอาหาร เนื่องจากอาหารที่เราทานเข้าไปต้องใช้เอนไซม์หลายชนิด รวมถึงสารคัดหลั่งจากกระเพาะอาหาร ตับอ่อน และลำไส้เล็ก เพื่อช่วยแปรเปลี่ยนอาหารให้มีหน่วยเล็กลงและสามารถดูดซึมได้ง่าย หากร่างกายได้รับโปรตีนคุณภาพซึ่งเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะช่วยให้อาหารต่างๆ ถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้มั้ยคะว่าคอลลาเจนที่จำเป็นต่อสาวๆอย่างเราก็เกิดจากการโปรตีนนี่แหละค่ะ โปรตีนมีหน้าที่สร้างใยคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในร่างกายให้ผิวมีความยืดหยุ่น ประสานแต่ละเซลล์ให้ยืดติดกันเป็นเนื้อเดียว ทั้งช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผมและเล็บของเราอีกด้วย เมนูอาหาร ในระยะหลังจึงมีการเน้นโปรตีนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้โปรตีนคอยช่วยซ่อมแซมร่างกาย

หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต ได้มาจากข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน คาร์โบไฮเดรตคือสารประกอบอินทรีย์ เป็นสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของมนุษย์ จึงสังเกตุได้ว่าเมนูอาหารทุกประเทศทั่วโลกก็มักจะมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก หากไม่มีคาร์โบไฮเดรตโปรตีนก็จะทำงานไม่เต็มที่เพราะมันจะช่วยสงวนโปรตีนให้ร่างกายนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด แม้คนจะรังเกียจธาตุอาหารหมู่นี้เพราะหากมีคาร์โบไฮเดรตเหลือใช้ในร่างกายมันจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย แต่หากไร้ซึ่งคาร์โบไฮเดรตแล้วหล่ะก็ใครหล่ะคะจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการเผาผลาญไขมันร่างกาย ไนจะเรื่องการทำงานของสมองอีก เพราะฉะนั้น คาร์โบไฮเดรตไม่ได้แย่เสมอไป หากเราบริโภคในสัดส่วนที่กำลังพอดีต่อพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน

หมู่ที่ 3 เกลือแร่ ได้จากผักใบเขียวและผักชนิดอื่นๆ เกลือแร่เป็นสารอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ร่างกายต้องการและขาดไม่ได้เพราะแร่ธาตุหลายชนิดเป็นส่วนประกอบของอวัยวะและกล้ามเนื้อ เช่น กระดูก ฟัน เลือด บางชนิดเป็นส่วนของสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในร่างกาย เช่นฮอร์โมน เฮโมโกลบินเอนไซม์ เป็นต้น นอกจากนี้แร่ธาตุยังช่วยในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ปกติ เช่น ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท การแข็งตัวของเลือด และช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย

หมู่ที่ 4 วิตามิน มาจากผลไม้ทุกชนิด แม้จะเป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ถ้าขาดไปจะทำให้ระบบร่างกายของเราผิดปกติ หรือเกิดโรคต่างๆได้ วิตามินแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่วิตามินที่ละลายตัวได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบีรวม กับวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค วิตามินเหมือนเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยบำรุงสุขภาพของผิวหนังให้สดชื่น ดูแลสุขภาพปาก เหงือก และฟัน ช่วยให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ หากขาดวิตามินร่างกายเราก็จะไม่มีแรงต่อสู้เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆได้ ที่สำคัญที่สุด การรับประทานผลไม้ก็ช่วยเพิ่มกากใยที่ส่งผลดีโดยตรงต่อลำไส้ให้ขับถ่ายได้ตามปกติ

หมู่ที่ 5 ไขมัน ได้มาจากน้ำมัน และไขมัน จากพืชและสัตว์ สามารถแบ่งกลุ่มไขมัน ได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือไขมันดี ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นซึ่งจัดเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาใช้เองได้นั้นมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ รวมถึงใช้ในการผลิตฮอร์โมนบางชนิด อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ โอเมก้า 3 น้ำมันปลา ผัก ถั่วและเมล็ดธัญพืช สองคือไขมันร้าย ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว (ที่พบมากในเนื้อ เนย นมสดและเนยแข็ง) และไขมันทรานส์ (ที่พบมากในอาหารจำพวก มาการีน ขนมบรรจุและขนมอบ) โดยไขมันร้ายทั้งสองชนิดนี้จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและนำมาสู่โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เป็นต้น แต่หากร่างกายไม่มีไขมันให้พลังงานแก่ร่างกายแล้วหล่ะก็ เมื่อเราไปที่ๆอากาศเย็น ร่างกายที่ไขมันน้อยก็จะหนาวสะท้าน แต่หากมีไขมันสะสมไว้ใต้ผิวหนังส่วนต่างๆร่างกายก็จะอบอุ่น อีกอย่าง ไขมันมีหน้าที่ช่วยดูดซึมวิตามินบางชนิดที่สามารถละลายในไขมันได้เท่านั้น ทุก เมนูอาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปมักจะมีไขมันปะปนอยู่ไม่มากก็น้อย หากเรารู้ว่าอะไรคือไขมันดี อะไรคือไขมันเลวก็ควรเลือกรับประทานได้ง่ายขึ้นนะคะ

เมนูอาหารหลัก 5 หมู่ที่ถูกลืม คลิ๊กที่นี่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

5
เฟอร์นิเจอร์ชนิดหนึ่งที่เรานิยมเลือกนำไปตกแต่งบ้านก็คือ “เฟอร์นิเจอร์ไม้” โดยเฉพาะไม้แท้ๆ เนื่องจากมีความคงทน อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ

เมื่อนำไปวางไว้ตรงมุมใดของบ้านจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่น และทำให้พื้นที่ในบริเวณนั้นดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็ออกแบบรูปลักษณ์ที่มีความทันสมัยเข้ากับการใช้งานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นหลายคนก่อนจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ ก็มักมีความกังวลเรื่องการดูแลรักษาให้ความสวยงามของเนื้อไม้อยู่คู่กับบ้านไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เห็นใจคนที่ชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่ยังสองจิดสองใจไม่กล้าตัดสินใจซื้อ เพราะเกรงว่าจะดูแลรักษายาก เพราะจริงๆ แล้ว การดูแลเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด ว่าแล้วก็ลองมาดูกันเลยนะคะว่าจะดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ไม้ในบ้านให้สวยทน สวยนานกันได้อย่างไร
เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูชุบน้ำสบู่ผสมน้ำเจือจาง บิดผ้าพอหมาดแล้วเช็ดให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ข้อควรระมัดระวังคืออย่าใช้น้ำมากจนเกินไป หลังเช็ดแล้วต้องรีบผึ่งเฟอร์นิเจอร์ให้แห้งโดยเร็ว แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์เก่า ให้ใช้เพียงผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ หรือบางบ้านอาจเลือกใช้ครีมหรือน้ำยาทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้โดยเฉพาะ แต่ควรเลือกน้ำยาหรือครีมทำความสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือแอมโมเนีย

หากเนื้อไม้มีรอยเปื้อนลึกอาจใช้กระดาษทรายเนื้อละเอียดค่อยๆ ขัดลบรอยเปื้อน ก่อนจะทาทับด้วยขี้ผึ้งแล้วเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง ส่วนรอยสกปรกจากน้ำ ให้รีบเช็ดน้ำให้แห้ง แล้วใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสเช็ดถูบริเวณรอยนั้น แต่หากเฟอร์นิเจอร์ไม้มีรอยขีดข่วนให้ใช้ครีมขัดรองเท้าที่มีสีใกล้เคียงกันทาเคลือบลงบนรอยนั้น อย่างไรก็ตามตำแหน่งการตั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้นั้นควรวางให้พ้นแสงแดด เพราะแสงแดดเป็นตัวทำลายสีเนื้อไม้

เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้ออ่อน การทำความสะอาดเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง แต่การดูแลรักษานั้นอาจต้องฉีดยาฆ่าแมลงจำพวกมอด แล้วนำไปตากแดด อีกทั้งยังควรหลีกเลี่ยงวางของชื้นหรือทำให้เฟอร์นิเจอร์โดนน้ำ เพราะจะทำให้เกิดรอยด่าง แต่หากเฟอร์นิเจอร์มีรอยเปื้อนมากให้ทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำส้มสายชูผสมน้ำอุ่น จากนั้นทาทับด้วยขี้ผึ้ง

เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก แม้ในปัจจุบันไม้สักจะหายาก และถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์จากไม้สักมักมีราคาแพง แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเลือกโต๊ะ เตียง ตู้ไม้สักมาประดับตกแต่งบ้าน เนื่องจากสวยงามและมีความคงทน ดังนั้นวิธีการทำความสะอาดและดูแลรักษาไม้สักจึงต้องใส่ใจรายละเอียดมากยิ่งขึ้น อย่างถ้าไม้สักเลอะคราบน้ำมันหรือหมึกให้ใช้กระดาษซับวางทับคราบนั้นแล้วใช้เตารีดนาบทับจนกว่าคราบนั้นจะหายไป แต่หากมีรอยหรือคราบเป็นจำนวนมาก ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำแล้วนำผ้ามาชุบทำความสะอาด ก่อนจะนำไปตากแดดแล้วขัดเงา

เฟอร์นิเจอร์ไม้ ดูแลอย่างไร ให้ความสวยคงทน คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/เฟอร์นิเจอร์/

6
นกแก้วจัดเป็นสัตว์ที่มีความสวยงามและฉลาดมาก ดังนั้นการเลือกซื้อนกแก้วมาเลี้ยงนั้นไม่ได้แต่เพียงผู้เลี้ยงชอบนกแก้วชนิดใดก็ซื้อมาเลี้ยงเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นสำคัญ ได้แก่

• อายุขัยเฉลี่ยของนกแก้ว เนื่องจากนกแก้วแต่ละชนิดมีอายุขัยเฉลี่ยค่อนข้างแตกต่างกันมาก ยกตัวอย่าง นกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 20 ปีขึ้นไป ถ้าเรามองหาสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงในช่วงเวลาไม่ยาวนาน ควรเลือกเลี้ยงนกแก้วสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Budgerigar (กลุ่ม พวกนกหงส์หยก) เนื่องจากนกกลุ่มนี้มี อายุขัย เฉลี่ย ประมาณ 5-10 ปี ส่วน Cockatiel และ Lovebird เป็นนกกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปี ในขณะที่นกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น African Grey, Cockatoo (นกกระตั้ว) และ Macaw มีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า 50, 60 และ 75 ปี ตามลำดับ

• อุปนิสัยและลักษณะเฉพาะของนกแก้ว เป็นข้อควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการเลือกซื้อนกแก้วมาเลี้ยง เช่น ผู้เลี้ยงต้องการนกที่ลักษณะสุขุม หรือต้องการนกที่ชอบเป็นมิตรสูงชอบให้สัมผัส หรือต้องการนกที่ฉลาดสามารถพูดได้ ลักษณะเฉพาะเหล่านี้มีความแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ของนกแก้ว ยกตัวอย่าง ถ้าผู้เลี้ยงมองหานกที่เป็นนักพูด ควรพิจารณาเลือกเลี้ยง African Grey, Congo หรือ Timneh เนื่องจากมีการศึกษาพบว่านกสายพันธุ์ดังกล่าวนี้สามารถเรียนรู้คำศัพท์ได้หลายร้อยคำในตลอดช่วงชีวิต อย่างไรก็ตาม สำหรับ African Grey เป็นนกแก้วที่มีพรสวรรค์มากในการพูด แต่มีสีสันที่ไม่สวย ฉูดฉาดเหมือนเช่นนกแก้วสายพันธุ์อื่นๆ

• ขนาดของนกแก้ว โดยปกติมักไม่แนะนำให้ผู้เลี้ยงนกแก้วมือ ใหม่เลี้ยงนกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากลักษณะความกว้างของ ปีกขนาดใหญ่ เวลากระพือปีกจะดูรุนแรง อีกทั้งมีจะงอยปากที่แข็งแรง ขนาดใหญ่ และการเปล่งเสียงร้องดังมากเมื่อเทียบกับนกขนาดปกติ จึงอาจทำให้ผู้เลี้ยงมือใหม่เกิดความรู้สึกกลัวได้ ส่วน Scarlet Macaw เป็นนกที่มีขนาดใหญ่และสีสันสวยงามมาก แต่บางครั้งมีนิสัยก้าวร้าว จึงไม่เหมาะกับผู้เลี้ยงมือใหม่อีกเช่นกัน สำหรับนกแก้วสายพันธุ์ขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมได้แก่ Sun Conure, Lovebird, Budgerigar รวมถึงนกขนาดเล็กที่ไม่ใช่กลุ่มนกแก้ว ตัวอย่างเช่น นกฟินซ์ กลุ่ม นกเหล่านี้มี สีสัน และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันรวมถึง ความต้องการในการดูแลก็แตกต่างกันตามแต่ลักษณะตามธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์

• การเลี้ยงและดูแล ถ้ากล่าวถึงการเลี้ยงและดูแลนกแก้วนั้น ขนาดของนกไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ในความแตกต่างในเรื่องนี้เลย นกสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น Cockatoo หรือ Macaw ต้องการกรงที่มี ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม นกสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Sun Conure หรือ Lovebird ก็ต้องการกรงที่มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน รวมถึงนกชนิดอื่นๆไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องการกรงขนาดใหญ่ที่สามารถบินไปมาได้ นอกจากนี้ยังต้องการกรงและสิ่งแวดล้อมที่มีระบบสุขาภิบาลที่ดี มีการทำความสะอาดเป็นประจำ รวมทั้งตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม สำหรับนกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ต้องการเวลาในการดูแลเอาใจใส่จากผู้เลี้ยงมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งอาจส่งผลไปถึงปัญหาสุขภาพทั่วไปด้วย ส่วนนกสายพันธุ์ขนาดเล็ก เช่น Cockatiel, Canary, Finches และ Parakeet ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาดูแลเอาใจใส่มากเท่านกแก้วสายพันธุ์ขนาดใหญ่ เช่น Macaw หรือ Cockatoo อย่างไรก็ตาม นกกลุ่มนกแก้วทั้งหมดต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่านกทั่ว ไป ดังนั้น ถ้าผู้เลี้ยงต้องเดินทางบ่อย หรือเวลาว่างไม่มากนักอาจพิจารณาเลือกเลี้ยงนกฟินซ์ หรือ Canary น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

เลือกซื้อนกแก้ว อย่างไรให้เหมาะกับเรา คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/นก/

7
บัตรเครดิต คืออะไร? ปัจจุบันมีบัตรจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน รวมทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ มากมาย จนทำให้ใครหลายคนอาจสงสัยว่าบัตรแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร

บัตรเครดิตคืออะไร
บัตรเครดิต คือ บัตรที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินออกให้กับลูกค้าโดยมีวงเงินให้ลูกค้าใช้รูดเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยลูกค้าจะต้องชำระเงินให้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินในภายหลังตามรอบบัญชีในแต่ละเดือนที่ธนาคารกำหนด โดยปกติรอบบัญชีจะอยู่ที่ 45 – 55 วัน

ลูกค้าสามารถจ่ายเงินให้กับธนาคารตามรอบบัญชีด้วยจำนวนเงินเต็มจำนวนที่ใช้จ่ายไป หรือจำนวนขั้นต่ำก็ได้ หากลูกค้าจ่ายเงินตามจำนวนขั้นต่ำหรือจ่ายเงินเกินจากวันที่ตามรอบบัญชีที่กำหนด ลูกค้าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคารในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก คือ 20%ต่อปี

สำหรับค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเครดิตมักมีการยกเว้นในปีแรก ในปีต่อๆ ไปธนาคารจะกำหนดจำนวนเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตร แต่ถ้าผู้ถือบัตรใช้จ่ายยอดไม่ถึงตามที่ธนาคารกำหนด ผู้ถือบัตรสามารถโทรแจ้งธนาคารเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้

นอกจากนี้บัตรเครดิตยังสามารถกดเงินออกมาใช้ก่อนได้ โดยลูกค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการกดเงินออกมาใช้ประมาณ 3% ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร และยอดเงินที่กดออกมาใช้ นอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว การกดเงินออกมาใช้เปรียบเสมือนการยืมเงินมาใช้ก่อน ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยอีกประมาณ 25-28% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ดังนั้นเราจึงไม่ควรกดเงินสดออกมาใช้

การใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์
การใช้บัตรเครดิตให้ได้ประโยชน์ ผู้ถือบัตรควรชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเวลาทุกรอบบัญชีและชำระเต็มจำนวน ผู้ถือบัตรจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงมากให้กับธนาคาร นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรไม่ควรกดเงินสดจากบัตรออกมาใช้ หากเราใช้บัตรด้วยความมีวินัย บัตรเครดิตจะมีประโยชน์และข้อดีมากมาย เช่น

แต่ละธนาคารจะมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าผู้ถือบัตร เช่น การสะสมคะแนนเพื่อแลกของสมนาคุณต่างๆ มากมาย การได้รับส่วนลดจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ การได้รับเงินคืนเมื่อใช้บัตร อาจคืนในรูปของเงินเข้าบัญชีหรือคูปองเงินสดแลกซื้อของ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรสามารถผ่อนจ่ายสินค้านานถึง 3, 6, 12 เดือน โดยชำระดอกเบี้ย 0%

สินเชื่อบัตรกดเงินสดซิตี้ เรดดี้เครดิต คืออะไร มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คลิ๊กที่นี่ http://www.checkraka.com/price/personal-loan-1-216/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-Citibank-Ready-Credit-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%8C-Citibank-1411946/

8
บัตรเครดิต

ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่รับวีซ่าทั่วโลก
ช้อปสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยด้วยรหัสผ่านครั้งเดียวจากบริการบัวหลวง ไอเพย์แรบบิท
เติมมูลค่าแรบบิท ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และบีอาร์ที หรือเติมมูลค่าแรบบิทอัตโนมัติ (Auto Top-up)
ใช้เป็นบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและบีอาร์ทีได้ในบัตรเดียว
ใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์แรบบิท
 
สิทธิประโยชน์

สะดวก - ไม่ต้องพกบัตรหลายใบ เพราะใช้เป็นทั้งบัตรเครดิต บัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและบีอาร์ที รวมถึงใช้เป็นแรบบิทที่ร้านค้ารับแรบบิทในบัตรใบเดียว
รวดเร็ว - เทคโนโลยีคอนแทคเลสของแรบบิทช่วยให้คุณชำระเงินได้อย่างรวดเร็วที่ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์แรบบิท
รับคะแนนสะสมสุดคุ้ม - รับคะแนนสะสม Thank You Rewards เมื่อใช้จ่ายที่ร้านค้ารับวีซ่า และรับคะแนนสะสมจากแครอท รีวอร์ดส ที่ร้านค้าแรบบิทที่ร่วมออกคะแนนแครอทพอยท์
 
เงื่อนไข

ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่ม วันที่ 1 กันยายน 60 ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็น 18% ต่อปี
(อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตรวมค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการอื่นสูงสุดร้อยละ 18 ต่อปี)

วิธีใช้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพแรบบิท คลิ๊กที่นี่ https://access.amot.in.th/?affiliate=TkRBeE1UTT0

9
นวัตกรรมใหม่สำหรับยกกระชับหน้าให้เป็น V Shape เรียวสวย ด้วยคลื่นความร้อนที่ลงลึกถึงผิวชั้นใน แต่ไม่เจ็บ!

HIFU ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือการนำคลื่นUltrasound ซึ่งเป็นคลื่นที่ปลอดภัย มาใช้ในการยกกระชับใบหน้า

โดยหัวยิงจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ ระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด โดยพลังงานที่ยิงจะลงตรงลึกถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อชั้นในที่ยึดมีหน้าที่โครงสร้างใบหน้า (SMAS)

คลื่น ultrasound จะลงไปก่อให้เกิดแผลที่ชั้นเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึก รวมถึงชั้นกล้ามเนื้อดึงหน้า หรือที่เรียกว่าSMAS ทำให้SMASเกิดแผลและเกิดการหดตัว คล้ายกับการทำศัลยกรรมดึงหน้า โดยที่ผิวหนังชั้นบนไม่มีแผลหรือร่องรอยใดๆ
HIFU เป็นเทคโนโลยียกกระชับเดียวที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย นอกจากยกกระชับใบหน้าจากการยกกระชับSMASแล้ว HIFU ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวดูกระชับอ่อนเยาว์

เป็นนวัตกรรมเดียวใกล้เคียงกับการผ่าตัดดึงหน้า ด้วยพลังงานที่ลงลึกถึงชั้น SMAS เหนือกล้ามเนื้อชั้นเดียวกับที่ผ่าตัดดึงหน้า ทำให้เกิดการหดตัวที่ชั้น SMAS ขนาดเล็ก คล้ายการเย็บเนื้อ แต่ละเอียดกว่าร้อยไหม เกิดการสร้างใหม่ของผิวที่ยกกระชับดูอ่อนเยาว์ นอกจากผลลัพธ์ที่มองไม่เห็็นด้วยตาเปล่า อย่างกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวคงความอ่อนเยาว์ไว้

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ HIFU
– ลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า
– ผิวหนังกระชับอ่อนเยาว์
– ลดริ้วรอย
– ยกคิ้ว
– กระชับเหนียง และคอ
– เพิ่มความคมชัดบริเวณแนวสันกราม

HIFU ยกหน้า V ไม่ต้องพึ่งมีดหมอ คลิ๊กที่นี่ https://www.beautysanta.com/hifuวุฒิศักดิ์/

10
รู้หรือไม่ว่าเครื่องพิมพ์ หรือปริ้นเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งระบบสแกน ปริ้นสี ขาว-ดำ เลเซอร์ โอ้ย เยอะแยะไปหมด แต่หากพูดถึงปริ้นเตอร์ 3มิติ ล่ะ คงมีลูกเล่นอลังการยิ่งกว่าเดิมเลยใช่ไหมคะ บางท่านอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นหู วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักมันให้มากขึ้นค่ะ

หลักการทำงาน
3D Printer เกือบทุกเครื่องใช้หลักการเดียวกันคือ พิมพ์ 2 มิติ แต่ชั้นในแนวระนาบกับพื้นโลก XY ก่อน ส่วนที่พิมพ์ก็คือภาพตัดขวาง-Cross Section ของวัตถุนั้นๆ เมื่อพิมพ์ 2 มิติ เสร็จ เครื่องจะเลื่อนฐานพิมพ์ไปพิมพ์ชั้นถัดไป พิมพ์ไปเรื่อยๆ หลายร้อยหลายพันชั้นจนออกมาเป็นรูปร่าง 3 มิติ การเลื่อนขึ้น หรือลง (เลื่อนในแนวแกน Z) ของฐานพิมพ์ นี่เองทำให้เกิดมิติที่ 3 ส่วนหมึกที่ใช้ของ 3D Printer แตกต่างกันออกไป บางชนิดพิมพ์โดยฉีดเส้นพลาสติก บางชนิดพ่นน้ำเรซิ่น บางชนิดฉีดซีเมนต์-3D Printer สร้างบ้าน, น้ำตาล-3D Printer ทำขนม, แม้กระทั่งสเต็มเซลล์-3D Printer กับการพิมพ์อวัยวะก็มี โดยปกติเราจะวัดความละเอียดการพิมพ์ของเครื่อง 3D Printer ในหน่วยไมครอน เช่น 100-Micron(0.1 mm) ต่อชั้น หมายความว่า ในแต่ละชั้น เครื่องจะพิมพ์ให้มีความสูง 0.1 mm ดังนั้น หากโมเดลมีความสูง 10 mm เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ทั้งหมด 100 ชั้น หากพิมพ์ที่ความละเอียด 50-Micron เครื่องจะพิมพ์ทั้งหมด 200 ชั้น ซึ่งแน่นอนว่าความละเอียด 50-Micron ได้งานที่ละเอียด และสวยกว่าแน่นอน แต่ใช้เวลาพิมพ์นานขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) สามารถแบ่งระบบได้ดังนี้
1.ระบบฉีดเส้นพลาสติก (FDM หรือ FFF)
FDM หรือ Fused Deposition Modeling บางสำนักเรียกระบบนี้ว่า FFF เป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน มีหลักการทำงาน คือ การหลอมเส้นพลาสติกให้กลายเป็นของเหลว แล้วฉีดออกมาเป็นเส้นผ่านหัวฉีด (Nozzle) หากเปรียบเทียบคงเปรียบเทียบได้กับปืนกาวที่ใช้กันทั่วไป เครื่อง FDM 3D Printer จะวาดเส้นพลาสติกที่ถูกฉีดออกมา เป็นรูปร่างในแนบแกนระนาบ เมื่อเสร็จชั้นหนึ่งๆ ก็จะพิมพ์ในชั้นต่อๆ ไป เมื่อครบหลายร้อย หรือหลายพันเลเยอร์ ก็จะได้ออกมาเป็นวัตถุที่เราสั่งพิมพ์

2.ระบบหลอมผงพลาสติก, ผงโลหะ, เซรามิก (SLS)
ระบบ SLS หรือ Selective laser sintering เป็นระบบที่มีหลักการทำงานคล้ายระบบ SLA ต่างกันตรงที่ แทนที่จะทำให้เรซิ่นแข็งตัวโดยการฉายเลเซอร์ SLS จะยิงเลเซอร์ไปโดยตรงบนผงวัสดุ ความร้อนจากเลเซอร์จะทำให้ผงวัสดุหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน กระบวนการเริ่มจากถาดที่ใส่ผงวัสดุ เช่น ผงทองเหลือง เครื่องจะเริ่มยิงเลเซอร์ความเข้มข้นสูงไปยังผงทองเหลืองในถาด เมื่อยิงไปยังตำแหน่งใด ผงทองเหลืองจะหลวมรวมเป็นรูปร่างที่ตำแหน่งนั้นๆ พอพิมพ์เสร็จในเลเยอร์หนึ่งแล้ว เครื่องจะเกลี่ยผงทองเหลืองบางๆ มาทับในชั้นต่อไป เพื่อเริ่มกระบวนการยิงเลเซอร์เพื่อหลอมละลายใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ หลายร้อย หลายพันชั้น จนเกิดเป็นวัตถุที่ต้องการ

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มาทำความรู้จักกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ คลิ๊กที่นี่ https://www.potatotechs.com/อุปกรณ์คอมพิวเตอร์/

11
หนึ่งอาหารทะเลยอดนิยม ด้วยรสชาติอันมีเอกลักษณ์ หวาน กรอบ จึงทำให้ “ปลาหมึก“ สามารถนำไปประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง หรือย่าง วันนี้เราขอยั่วน้ำลายเพื่อนๆ ด้วยเมนูอร่อยเลิศแบบนานาชาติ จะมีชาติไหนบ้างไปดูกันค่ะ

1.ปลาหมึกตัวใส เมนูเลื่องชื่อจากเมืองซากะ หรือ “Saga Squid” มีมากในทะเลเกนไค (Sea of Genkai) ภาคเหนือประเทศญี่ปุ่น ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองรสชาติ มีอันต้องร้องขอชีวิต เพราะมันอร่อยมากกกก รสหวาน แทบจะละลายในปาก สัมผัสถึงความกรุบกรอบ มักนิยมกินแบบซาซิมิปลาหมึก (ปลาหมึกดิบ) กรรมวิธีนี้เรียกว่า “อิคิซูคุริ” (Ikizukuri) หรือการแล่วัตถุดิบขณะที่กำลังมีชีวิต

2.ปลาหมึกยักษ์ทอดกรอบ แปลตรงตัวเลยค่ะ “Giant Squid” ฮิตมากที่ไต้หวัน พอมาปักหมุดสาขาที่ไทยก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน จุดเด่น คือ ใช้ปลาหมึกสดตัวใหญ่กว่า 1 ฟุต หมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษ ชุบแป้งและทอดในน้ำมันร้อนๆ กรอบ นุ่ม ละมุนลิ้น เพิ่มความอร่อยด้วยผงโรย 4 รสชาติ อาทิ ออริจินอล สไปซี่ โนริสาหร่าย และปาปริก้า รับรองว่าอร่อยเพลินจนยากจะหยุดได้เชียวค่ะ

3.ปลาหมึกผัดซอสพริก เป็นเมนูที่มีรสชาติเผ็ดสุดในบรรดาอาหารเกาหลี หากินได้ตามร้านทั่วไปค่ะ จะใช้ปลาหมึกตัวเล็ก เนื้อสดเด้งดึ๋ง ปรุงด้วยซอสเกาหลีรสชาติจัด แสบลิ้น ซี๊ดจนต้องปาดน้ำตา เมนูนี้เหมาะสำหรับคนกินเผ็ดนะคะ ห้ามพลาดเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ค่อยเป็นมิตรกับความเผ็ด แนะนำให้ผ่านไปเลยจ้า

4.คารามารี Calamari หรือ ปลาหมึกชุบแป้งทอด ส่งตรงจากอิตาลี ใช้ปลาหมึกสดใหม่ชุบแป้ง ทอดให้กรอบนอกนุ่มใน โรยเกลือป่น รสจะออกเค็มนิดๆ เสิร์ฟพร้อมซอสรสเปรี้ยวหวาน อร่อยดีนะคะ

5.ปลาหมึกนึ่งมะนาว ตบท้ายด้วยเมนูแซบแบบไทยๆ ใช้ปลาหมึกขนาดใหญ่มานึ่ง ราดด้วยน้ำปรุงรส รสชาติ เปรี้ยวนำ เผ็ดตาม เมนูนี้เรียกได้ว่าเป็นอาหารจานเด็ดสุดซี้ด จะกินเป็นกับข้าวก็ได้ หรือจะกินเป็นกับแกล้มก็ดี แหม!!! แค่คิดก็น้ำลายสอแล้วล่ะค่ะ

หวังว่าเมนูปลาหมึกที่เราได้นำเสนอไปในวันนี้น่าจะถูกใจคนที่ชอบปลาหมึกเป็นชีวิตจิตใจนะคะ ถ้าใครมีเมนูปลาหมึกเด็ดๆ นอกเหนือจากนี้ หรืออาจจะไปเจอร้านเด็ดโดนใจ อย่าลืมถ่ายรูปมาอวดพวกเราบ้างนะคะ

สูตรอาหาร หลากเมนูปลาหมึกนานาชาติที่น่าทาน คลิ๊กที่นี่ https://www.parpaikin.com/สูตรอาหาร/

12
ฮวงจุ้ย ชักโครก หรือ ห้องน้ำ หากอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดี แล้วคุณไม่สามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ ให้แก้เคล็ดด้วยการปิดประตูห้องน้ำไว้เสมอ

“สุขา” หรือ “ห้องน้ำ” ที่ที่ใครต่อใครก็ต่างเข้าไประบายความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์น้อยหรือทุกข์ใหญ่แค่ไหนก็ตาม เคยสังเกตไหมคะว่า ชักโครก บางที่นั่งแล้วรู้สึกสบายเหลือเกิน เข้าไปแล้วนั่งเพลินยากที่จะออกมา นั่นเป็นเพราะว่ามีฮวงจุ้ยที่ดี และส่วนบางห้องเมื่อเข้าแล้วรู้สึกอึดอัดจนต้องรีบออกมา ก็อาจจะเกี่ยวกับจุดที่ตั้งชักโครกไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย จะมีจุดไหนบ้างที่เราไม่ควรตั้งชักโครกและห้องน้ำไว้ ไปดูกันค่ะ

ตำแหน่งที่ไม่ควรตั้ง ชักโครก

ห้ามวางชักโครกในตำแหน่งตรงข้ามกับเส้นทแยงมุม หรือเส้นขอบของห้องน้ำ
ชักโครกต้องไม่หันไปทางทิศเดียวกับประตูบ้าน ซึ่งถือเป็นประตูที่เปิดรับสิ่งดีๆ เข้ามา และหากชักโครกหันไปทิศเดียวกับประตูบ้าน อาจจะเป็นจุดที่ขัดโชคลาภ ความสำเร็จในชีวิต
อย่าจัดวางชักโครกเผชิญหน้ากับประตูห้องน้ำโดยตรงเด็ดขาด หากมีพื้นที่จำกัด อย่างน้อยก็ควรวางเบี่ยง ให้ชักโครกหลบพ้นประตูสักนิด
ชักโครก

ห้ามวางชักโครกทางทิศเหนือ และหันหน้าชักโครกไปทางทิศใต้ เพราะอาจก่อให้เกิดความไม่สงบภายในครอบครัวคุณ
สำหรับห้องน้ำในห้องนอน ไม่ควรวางชักโครกหันหน้าตรงกับเตียงนอน
ชักโครกต้องไม่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องน้ำ ควรวางให้ติดกับผนังห้องน้ำที่สุด
ตำแหน่งที่วางชักโครก ไม่ควรให้กระจกในห้องน้ำสะท้อนเห็นชักโครกเด็ดขาด
ชักโครก

ความเชื่อเรื่องการหันชักโครกออกทางประตูหน้าบ้าน

สำหรับความเชื่อเรื่องการหันชักโครกไปทางทิศประตูหน้าบ้านนั้น เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน เพราะสมัยนั้นไม่มีประตูห้องน้ำเหมือนกับปัจจุบันนี้ คือ เมื่อห้องน้ำที่ไม่มีประตูปิดมิดชิดตั้งอยู่ตำแหน่งเดียวกับประตูบ้าน หากใครเดินเข้ามาเห็นเข้าเป็นอันได้ตกอกตกใจดูโจ่งแจ้งไปหมด ย่อมไม่ส่งผลดีแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้ห้องน้ำทุกบ้านปิดมิดชิด จึงไม่มีผลต่อฮวงจุ้ย

ตำแหน่งที่ตั้งของห้องน้ำ

นอกจากตำแหน่งของชักโครกแล้ว จุดที่ตั้งของห้องน้ำก็สำคัญไม่แพ้กันหรอกค่ะ เพราะห้องน้ำเป็นแหล่งของธาตุน้ำ ซึ่งมีผลกับบ้าน เนื่องจากห้องน้ำมักจะมีพลังงานด้านลบวนเวียนอยู่เป็นประจำ เราจึงไม่ควรสร้างห้องน้ำไว้ตามจุดเหล่านี้

1.ไม่ควรตั้งบริเวณหน้าบ้าน เพราะนอกจากคนโบราณจะถือว่าส่งผลเสียในเรื่องของลมที่พัดเข้าทางหน้าบ้านแล้ว ยังจะพัดพาเอากลิ่น และความอับชื้นเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งจะไปรบกวนคนในบ้าน

สุขภัณฑ์ ฮวงจุ้ยตำแหน่ง ชักโครก แบบนี้ก็มีหรือ? คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

13
สายตาอ้อนวอนฟรุ้งฟริ้งของเจ้าสี่ขาที่มองมายังของกินในมือ แน่นอนล่ะว่าเป็นใครก็ใจอ่อนต้องแบ่งกันกินสักหน่อย แต่รู้ไหมว่าอาหารบางชนิดก็ไม่ได้มีประโยชน์กับน้องหมาเสมอไป ส่งผลเสียได้ไม่มากก็น้อย บางอย่างถึงกับ “ห้ามกิน” เด็ดขาดเลยล่ะ!

เชื่อว่าเวลาที่น้องหมาได้กลิ่นอาหารที่เรากินอยู่ เค้าจะส่งสัญญาณอ้อนวอนให้กับคุณด้วยสายตาฟรุ้งฟริ้ง บางคนถึงกับยอมใจอ่อนยอมแบ่งอาหารให้น้องหมากินแต่โดยดี แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าอาหารบางชนิดที่เราให้เค้ากินเข้าไป ใช่ว่าจะมีประโยชน์กับน้องหมาเสมอไป ซึ่งมันอาจทำร้ายเค้าทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้ Petcitiz ก็นำข้อมูลอาหารชนิดต่างๆ ที่คนกินได้แต่ดันเป็นผลเสียกับน้องหมามาฝากค่ะ จะมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยดีกว่า

ช็อกโกแลต

เจ้าของหลายคนคงอาจจะเคยให้ช็อกโกแลตกับน้องหมาโดยที่ไม่รู้ว่าไอ้เจ้าช็อกโกแลตเนี่ยดันเป็นอาหารต้องห้ามที่ส่งผลร้ายต่อน้องหมา เนื่องจากในช็อกโกแลตมีสารในกลุ่มเดียวกับ คาเฟอีน ที่เรียกว่า Theobromine ซึ่งสารตัวนี้จะมีผลทำให้หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก ถ้ากินเข้าไปมากๆ อาจถึงขั้นเป็นพิษ และทำให้มีอาการ อาเจียน ท้องเสีย หายใจถี่ ฉี่บ่อย กระวนกระวาย และในที่สุดก็ถึงตายได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วต่อไปก็อย่าให้น้องหมาของคุณกินช็อกโกแลตล่ะ หรือหากมันเผลอไปเก็บจากที่ไหนมากิน ควรรีบพาเค้าไปหาหมอโดยด่วนเพื่อทำการตรวจรักษาค่ะ

มันฝรั่งทอด

มันฝรั่งทอดคงจะเป็นที่ชื่นชอบของหลายคนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ หรือ เฟรนช์ฟรายส์ เชื่อเหลือเกินว่าเวลาที่เรากินนั้นคงกินกันอย่างเมามัน แถมไม่ลืมที่จะแบ่งน้องหมาของเรา อย่างแน่นอน สำหรับอาหารประเภทนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลเสียให้กับน้องหมาของเราเป็นอย่างมาก เพราะถ้าน้องหมากินอาหารประเภทนี้เข้าไปเป็นจำนวนมากๆ และให้กินเป็นเวลานาน อาจจะทำให้น้องหมามีน้ำหนักตัวที่มากขึ้นและไม่ได้มาตรฐาน จนน้องหมานั้นอ้วนมากเกินไป แถมเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบตามมาได้ด้วยค่ะ โดยเริ่มแรกน้องหมาจะมีอาการซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดช่องท้องส่วนหน้าอย่างรุนแรง ท้องเสีย อ่อนแรง และมีภาวะขาดน้ำ ในบางตัวถ้าขาดน้ำอย่างรุนแรงจะหายใจลำบาก อาจทำให้เสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าของสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษาให้เร็วที่สุดนะคะ

อาหารต้องห้ามของน้องหมา เลี่ยงไว้ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์!! คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/ /

14
ทำให้ใบหน้าดูไม่เรียบเนียน ทั้งยังเป็นจุดด้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้เสมอไป ซึ่งเราก็ได้รวบรวมวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง และกระชับรุขุมขนให้ผิวหน้ามีความเรียบเนียนมากขึ้นมาฝากกัน รับรองว่าให้ผลลัพธ์ที่โดนใจแน่นอน

ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามส่วนใหญ่ จะแนะนำให้ล้างหน้าด้วยน้ำที่อุณหภูมิปกติ แต่สำหรับกรณีรูขุมขนกว้างนั้น ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นมากกว่า เพราะจะช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างล้ำลึกมากขึ้น และสามารถกระชับรูขุมขนให้แคบลงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวและมีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอนั่นเอง

มาสก์หน้าเฉพาะจุด
สำหรับใครที่มีปัญหารูขุมขนกว้างเป็นจุดๆ ไม่สม่ำเสมอ สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการมาสก์หน้าเฉพาะจุด โดยการมาสก์หน้าจะช่วยซับเอาความมันบนใบหน้าให้น้อยลงไป และทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนได้อย่างหมดจด ซึ่งเมื่อทำบ่อยๆ ปัญหารูขุมขนกว้างก็จะหมดไปแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลือกครีมมาสก์หน้าที่มีความปลอดภัยด้วย เพื่อป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นนั่นเอง

ทาครีมกันแดดเสมอ
แสงแดดที่เจิดจ้าเกินไป ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นเช่นกัน ดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารกันรังสี UVA และ UVB เสมอ และอาจใส่หมวกปีกกว้างเพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดกระทบกับผิวหน้าโดยตรง เท่านี้ก็ไม่ทำให้รูขุมขนกว้างไปกว่าเดิมแล้ว แถมสารบำรุงในครีมกันแดดก็จะช่วยกระชับรูขุมขนให้แคบลงได้อีกด้วย

ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
การบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนช่วยในการกระชับรูขุมขนโดยเฉพาะ จะช่วยให้รูขุมขนแคบลงและเพิ่มความเรียบเนียนให้กับผิวได้เป็นอย่างดี และเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แนะนำให้ทาครีมบำรุงผิวหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ เพราะผิวจะสามารถซึมซับการบำรุงจากเนื้อครีมได้ดีที่สุด

วุฒิศักดิ์ แก้ไขอย่างไรดี? เมื่อมีปัญหารูขุมขนกว้าง คลิ๊กที่นี่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

15
เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบชั้นดีอย่างหนึ่งที่สำคัญในการประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด และยำ ก็ล้วนแต่ต้องใช้เนื้อหมูทั้งนั้น

แต่หลายครั้งที่บางท่านนำเนื้อหมูมาประกอบอาหารแล้วเนื้อหมูมีความเหนียวและแข็ง จนทำให้อาหารไม่อร่อยเท่าที่ควร สำหรับอาหารที่อร่อยและมีรสชาติที่ดีนั้น ควรมีเนื้อหมูที่นุ่ม เคี้ยวง่าย และไม่แข็ง เคล็ดลับที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มนั้นก็คือการหมักนั่นเองค่ะ ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ไม่ยาก และวันนี้เราก็มีสูตรหมักหมูง่ายๆที่คุณก็ทำได้หลายเมนู แถมยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้หมูอร่อยและประหยัดอีกด้วยค่ะ

เอาใจคนรักการทำอาหารด้วยสูตรหมักแบบหมูๆๆๆๆๆๆๆ
หมักเนื้อหมูด้วยไข่ไก่และนมสดชนิดจืด
โดยจะใช้เวลาในการหมัก ประมาณ 2 ชม. วิธีนี้จะให้ผลคล้ายๆกัน คือ เนื้อหมูจะนุ่มและดูชุ่มชื้น เหมาะกับการหมักเนื้อหมูส่วนที่ไม่มีไขมัน หรือมีมันน้อย เช่น เนื้อสันใน เวลาหมักจะใส่ซีอิ้วขาวหรือซอสปรุงรสลงไปด้วยก็ได้ เป็นการเพิ่มรสชาติให้หมูอร่อยยิ่งขึ้น จากนั้นนำหมูที่หมักใส่ตู้เย็นพักไว้ประมาณ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมงจะทำให้เนื้อหมู มีความนุ่ม และชุ่มชื้น ยิ่งใส่เครื่องเทศลงไป จะยิ่งทำให้รสชาติของเครื่องเทศ เข้าไปอยู่ในเนื้อหมูได้ดี เรียกได้ว่า วิธีนี้ค่อนข้างจะได้รับความนิยมจากผู้ที่ทำหมูปิ้งขายกันมากๆ เพราะนอกจากจะนุ่มแล้ว ยังมีกลิ่นหอมชวนให้ชิมอีกด้วยค่ะ

หมักเนื้อหมูด้วยสับปะรด โซดา ไวน์ และ เบียร์
วัตถุที่กล่าวมานี้มีฤทธิ์เป็นกรด เมื่อนำไปหมักเนื้อหมูจะทำให้โปรตีนในเนื้อเปื่อยยุ่ยและนุ่ม แต่ข้อห้ามคือ อย่าหมักนานจนเกินไปเพราะจะทำให้เนื้อยุ่ยเละไม่น่าทาน ควรเลือกการหมักด้วยสูตรใดสูตรหนึ่งเพียงอย่างเดียวจะให้ได้ผลที่คล้ายกัน คือ เนื้อจะอ่อนนุ่มมาก แต่ไม่ชุ่มชื้น เหมาะสำหรับหมักกับเนื้อส่วนที่มีเส้นใยมากๆ และมีมันปนอยู่บ้าง เช่น เนื้อสะโพก จากนั้นนำหมูที่หมักใส่ตู้เย็นพักไว้ประมาณ15- 30 นาที รับรองว่าหมูนุ่มชัวร์

หมักเนื้อหมูด้วยน้ำมันงา น้ำมันหอย เกลือ พริกไทยป่น ซีอิ้วขาว
วิธีนี้ก็ทำให้นุ่มน่ากินมากขึ้น ซอสปรุงรสต่างๆ เรียกได้ว่าแม่บ้านหลายๆบ้านก็ยังใช้ซอสปรุงรสในการหมักหมูอยู่ ซอสปรุงรสเหล่านี้จะช่วยให้มีกลิ่นและรสชาติเพิ่มขึ้น และยังทำให้เนื้อหมูของเรานุ่มหวานอร่อยอีกด้วย เมื่อทำการหมักแล้วจากนั้นนำหมูที่หมักใส่ตู้เย็นพักไว้ประมาณ 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นยิ่งดี ก่อนที่จะเอาไปประกอบอาหารสัก 15 นาที

หมักเนื้อหมูด้วยเบกกิ้งโซดา หรือผงฟู
สารเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อน ๆ ก่อนจะหมักหมูด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็โรยเบกกิ้งโซดาหรือผงฟูลงไปเล็กน้อย ใส่แค่นิดเดียวพอนะค่ะ แค่ปลายๆช้อนชาก็พอต่อเนื้อหมู 1 กก. ใช้เวลาในการหมัก 1-2 ชม. (หมักแล้วใส่ตู้เย็นไว้) เหมาะสำหรับหมักหมูแล้วนำไปทำแกงเขียวหวานมากๆ รับรองว่านุ่มแน่นอน วิธีนี้เมื่อหมักแล้วจะทำให้เนื้อหมูมีความนุ่ม แต่ไม่ชุ่มชื้นต้องระวังถ้าใส่เยอะเกินกลิ่นของสารเคมีมันจะโดดเกินไปทำให้ไม่อร่อย

อาหารลดน้ำหนัก สูตรหมักหมู ให้อร่อย และไม่อ้วน คลิ๊กที่นี่ https://www.parpaikin.com/อาหารลดน้ำหนัก/

หน้า: [1] 2 3 ... 6