พฤศจิกายน 22, 2018, 06:23:17 PM

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แสงจันทร์5555

หน้า: [1] 2
1

ขายส่งกวาวเครือขาว ถั่วแดง มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า ถั่วแดงหลวง ถั่วทุ่งนา บ้านนา ถั่วทุ่งนาเต็มกำ เป็นต้นyumkui,.ภูมิหลังของถั่วแ542ดง เsdmu,.io/o;/มื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเดินl/;';';ทางบนดอยเ;'มื่อปีกวาวเครือขาวราคาถูก พ.ศ.2':'512 พระองค์ขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลnmym83,iu,ดูมองเห็นการปลู.io.io.กฝิ่นของชui.าวเขาขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล .dsnhyjumจึงมีตรัสให้หาพืชมาปลูกทดi.i.i.83.แ54ทน โ;l/l;/ดยม.จ.ภีศอำนาyfm,io,.จวาสนา รัศนี ซึ่งตามเสด็ui.dnumจไปมอบงานได้เสนอว่าuuiodtmki,.ควรจะให้ชาวดอยทดสอบปลูก Red kidney beanกวาวเครือขาวราคาถูกหl;/ลังจากนั้นพระบ/l;าทสมเด็sedm,563จพระเจ้าอยู่653หัวได้ทรงพระราชu,.,ทา.,ioนจำพuวกถั่วแดงที่สั่งซื้อมาจากแคลิฟอร์เนียเพื่อชาวดอยได้ปลูก รวมทั้ง83ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี83ขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลมากมาย ซึ่งแรกเริ่มแล้วถั่วแดงนั้นยังไม่ชื่อเรียกอย่างเป็นทาgmhjงการในภาษาไทย แล้,วก็มีผู้เสนอให้.l;ตั้งชื่อว่า “ถั่วไตแ/53.l;/ดง” เพราะว่าf,mkiu,ioมีลักษณะราวกั.io.บไต แม้กระนั้นก็มีผู้คัดค้านว่าหากตั้งชื่อแบบงี้คนได้ยินบางjhy,jทีก็อาจจะไม่ซื้อdsmn ถั่+9วชนิ+39ดกวาวเครือขาวราคาถูกนี้ไปรับประทานแน่ และก็ได้มีการเสนอให้ตั้งชื่อว่า “ถั่วแดง” เนื่องจาkl/l;/l;กว่าเป็นถั่วที่มีสีแดง /639dmju,.lk/แล้วก็มีผู้โต้เถี.ik/l;/ยงว่าถั่วแดง จะแดงเ.klฉยๆมิได้ ในที่สุดก็คิดขึ้นได้ว่า เม็ดถั่lk.kวจำพวกนี้มันl.มี.,kl.kl.ขนาดใหญ่ ซึ่งคำว่าใหญ่นั้นทางด้านเหนือจะเรีkl.กว่า “หลวง” เลยได้บทสรุปว่าควรใช้ชื่อว่า “ถั่วแดงหลวง” ด้วยเหตุว่3ายังมีความหมายอี356กอย่างก็คือ ในหล.,วงพระราชทานประเภทมาขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล จึงใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกอ.fg,kl.ย่างเป็น56ทางการ แต่สำหรับในปัจจุบันพวกเรา3653ชอบเรียกกันสั้นๆว่า “ถั่วแดงคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากถั่วแดงหลวง ถั่วแด.sntmงจัดเป็นอาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างหนึ่ง โดยโปรตีนที่ได้/l;;ากถั่วแดง353นั้นมีคุณค่าทางขh.l/องกินเทียบเท่356าขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลกับเนื้อสัตว์เลยที.k;/l;เดียว แถมยังไjม่ทำให้เ/l;ด/l;โทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อสุขภาพอี/l;กด้วยการกินถั่วแดงกวาวเครือขาวราคาถูกนอกเหนือจากการที่จะ356ให้พลังง356านแmก่ร่างกายที่สูงแ,ล้ว ยังมีผลให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานอีกด้วยถั่วแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่ว;'ย;/ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น;l/ของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายกวาวเครือขาวราคาถูก รวมทั้งช่วยjlkคุ้มครองhj.โรคร้ายต่างๆได้snjถั่วแดงเป็นแหล่งอาหารที่ดีของธาตุเหล็ก ที่ช่วยทำนุบำรุงเลือดกวาวเครือขาวราคาถูก4 ช่วยปรับo//ให้ภาวะเลือดภายในร่างกาย3 และธาตุเหล็กยังช่วยทุ?ppoเลาอากาrnรขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลอ่อนแรงกวาวเครือขาวราคาถูก ไม่ค่อยมีแรง สมองไม่ค่อยดี คิดอะไรไม่ค่อยออกไfy,ด้ ฯลฯการกินถั่วแดงเป็นประจำขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลหัวใจประf,เภทมีอาการใจสั่น แล้วก็ช่วยลดi.o.การเสี่ยง452จากโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

Tags : ขายส่งกวาวเครือขาว,กวาวเครือขาวราคาถูก,ขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล

2

ขายพลูคาว มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีเนื้อในสีเหลืองส้ม ห่อหุ้มด้วยเปลือกชั้นนอกบางๆสีเขียว กลาพykyuklยเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อผลใกล้สุกเต็มกำลังแล้ว แม้ยังผิดผ่าออก มะละกอจะไม่ส่งกลิ่นอะไรก็ตามแต่ว่าเมื่อylylrhtrถูกyltปอกulรtdfkjuillวมทั้งจำหน่ายพลูคาวผ่าจนกระทั่งเห็นเนื้rk78l7lอใน มะละกdejyukuอจะส่งกลิ่นหอมหวานออกมา นytอกเหนือจuliolากคนจะนิยมlkuluytlyioกินมะละกอสุกคือผลykyukuklไม้อesj6t7าหารว่างi;แล้ว มะละกอยังถูกเอามาทำอาfrkuilulหารไtliy;;ทยหลายชนิด โดยยิ่งไปกว่านั้นliolส้มตำ อาหารยอดฮิ98lตรวมทั้งขึ้นชื่อลือนามเป็นเอilkกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือu;i;;yงไทยมะละกอในoiด้ulานคุณค่าทางโภชนาการ มะละกอเป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยสารอาหululารนานาชiioukนิดที่ulมีสาulระต่อสถาพทางร่าulงกาulย ขายพลูคาวมีแคลอรี่ต่ำ ปราศจากไขมันหรืyi;iotluอคอtkjเลสเตอรอล และก็ยังเป็นแหล่งอาหารi;lที่สำคัญของวิตามินเอ วิตามินซี โพi;io;i;แทสเซีi;ยม โฟเลต และก็i;ulใยอulาหาร จำหน่ายพลูคาวนอกเหนือจากนี้ ในมะละกulอยังมีสารikuiliol;พาเพนul(Papain) ซึ่งulเป็นเอulio;lนไซม์ที่ช่วยในการย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไข;iมันได้อย่luางดีเยี่ยม เป็นผลดีjyukuเป็นประโยชน์ต่อกระilioบวนการเสื่อมสลายอาหารชนิดulylkiulเนื้อสัuilioulตว์ที่ถูกกินเข้าไป รวมทั้งยังมีสารค;loipาร์เพน (Carpain) ที่คาดว่าtlอาจมีฤทธิ์สำหรับในการulาทำลายปรสิต ulและiolก็เกิylดผลดีต่อระบบประสาทได้;i;oอีกด้วยดังนั้น ผลแi;ละใบของมะละกอก็เลยเชื่อว่าyukมีสาระ;ioต่อi;สุขภาพในด้านต่lาkl9uงๆรวมทั้งอาจสามารถประยุกต์ใช้รักษาบรรเทาลักษณะของการป่วยบาul;oyuงสิ่งบางอย่างได้ ได้แก่ ช่วยทำให้ประสาทผ่อนคลาย ช่วยขับi;ขายพลูคาวเยี่ยว คุ้มครองแล้วiolก็รักษาโรคในระบบlil;ทางเดินอาหาร การได้รับเชื้อและโรคพยาธิในลำไส้ และก็iu;อาการปวดเส้นประสาทเนื่องมาจ;i;กมีหนอนพยาธิในระfrkuilkบบน้ำเหลือง ฯลฯdr

Tags : ขายพลูคาว,จำหน่ายพลูคาว,ขายพลูคาว

3
อื่นๆ / ขายตรีผลา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
« เมื่อ: ตุลาคม 28, 2018, 08:23:12 PM »

ขายตรีผลา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้นมะชนเป็นไม้ยืนต้นrjuili;o ขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ ลำejyukuiต้นมีความสูง 6 – 15 เมตร หรือมาulkoi;iกยิ่งกว่า ลำต้นตั้งตรง ชะลูด แตกกิ่งรอบๆส่วนปลายของลำต้น ผิวเปลือกลำต้นตะปุ่มตะป่ำ แตกเป็นสะเก็ดเululล็กๆสีเปลืykอกลำต้นที่เล็กมีสีเทาน้ำตาลyk ส่วนเปลือกต้นโulตสุดกำลังจlulะมีykสีน้ำตาลอมเทาใบมะขวิดใบมะykขวิด|ชน}เป็นใบปulระtjulอykบแบบขนนกulชนิดใบผู้เดียว (ใบสุดท้ulยมีใบเดียyluilว) ใบแyukykทงออกรอบๆตาใkykบที่กิ่ง ประกอบด้วยจำหน่ายตรีผลาก้านใบหลักที่มีก้านใบย่อย 2ul5 ก้าน ukhyuแต่ละก้านแตtgfhhululigกออกชิดกันเป็นกululลุ่ม แต่ละก้านมีใบย่อยkjykuliออกเป็นคู่ๆ2-3 ;i;iคู่ ตรงข้ามกัน {แลuii;lioliะ|และก็|แล้วก็|รวมทั้งi;ปลาyยก้านออกเป็นใบคulนเดียoiว รวมเป็นใบ 5ykuluulil หรือ 7 ใบ ใบykมีลักษณะเป็นรูjhtkjyปyklullไข่ขนาดเล็ก โคนใบเรียวเล็ก ใบกว้าง 0.5-1 ขายตรีผลาเซนติเมตร ยาวราว 1.5-4.5 ซม. ใบอ่อนมีสีเขียวสด ใบแก่มีyสีเขียuioylเข้ม แผ่นtluiuiol;ใบ แ;io;ละขอบj,rkj.ของใบเรียบ ใบค่อiนข้างครึ้ม แล้วก็เหykuนียว ykมีเส้นกึ่งกio;ลางใบo;มองเห็นแจ้งชัด บริเวณขjh,อบใบมีต่อมน้ำมัulนกระจายอยู่ทั่วykดอกมะชนจำหน่ายตรีผลาดอกมะชlulนulดีไซน์เulป็;hj,uyนช่อ แio;ทงออกรอบๆปลายกิ่งที่ซอกใบ ดอกแบ่งเป็นดอกเพศผู้ ulดอกตัวเมีย ilyuoilแล้วก็ดulอกขายตรีผลาสมบูรณ์เพศ ulที่ซึ่งอยู่ในต้นเดียวกัน ดอykกประกอบด้วยกลีบข้างนอtgyuullกที่มีสีเหลืองแกมเขียo;iว และก้านเกio;สรภายในที่มีเหลืองอมสีแดงiolol

Tags : ขายตรีผลา,จำหน่ายตรีผลา,ขายตรีผลา

4

ขายเจียวกู่หลาน ข้าวโพดกับข้อมูลทางโภชนาการข้าวโพดเป็นเมล็ดพืชเต็มเม็ดymiu.o ซึ่งชนิดที่คนจำนวนมากednj882k.[p0;u,myนิยมเอามารับประทา,7yl,9;น คือ ข้rh67j7kาวโพดหวาน ข้าวโพดคั่ว และข้าวโพดข้าวเหนียวหรือข้าวสาลี โดulio;oยนำมาต้มสุกรับปtjhy78klujuระทาน ใช้จำหน่ายเจียวกู่หลานเตรียมอาหารหรือทำของหวาน แม้กระนั้นนอกจากรสชาติหวานอร่อยแล้ว ข้าวโพดยังปร+6+ะกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นykul90;ต้องต่อสภาพทางด้านร่างกาย ดังนี้วิตามินแล้วก็แร่ธาตุ ข้าวโพดแต่ละจำพวกประกอบด้วยวิตามินและแร่แตกต่างกันไป โดยข้าวโพดหวาrjyนอุดมไปด้วยวิตามินบี 8i;l09tjntrjซึ่งมีคุณลักษณะช่วยทำให้ร่างกายนำ;ylkgtkสารอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และ9;90;tjโปรตีนไปใช้ขายเจียวกู่หลาน[/i]อย่างมีคุณภาพ และก็ยังมีวิตามินเอที่ช่วยทำนุบำรุงสายตาและก็ทำให้มี96ประสิทธิภาพเพิ่yl8i990มมากขึ้นในการมองเห็น ส่วนข้าวโพดคั่วนั้นเป็นแหล่งของกิ53นสำคัญของแร่ธาตุหลายแ6บบ ได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี แล้วก็ทองแ7lk98prhtดง 35แต่ว่าข้าวโพดคั่วที่จัดจำหน่ายตามท้องตลาดมักมีน้ำมัน เนย เกลือ หรือน้ำตาลเป็นส่วนผสม ถ้ารับประทานมากจนเกินไปก็อาจจะก่อให้จำหน่ายเจียวกู่หลานเกิดปัญหาสุขภาพตilมมาได้สารต้าrhtyjน9อนุมูลอิสระ ข้าวโพดอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายอย่างที่ช่วยป้องกันหรือยั้งความเสียหาย3+ขอ9งเซลล์ที่เกิtjดขึ้นมาจาก99;อนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆได้แก่ โรคมะเร็ง โ69รคเส้นโลหิต เป็นต้น โดยข้า9l;90;วโyk98l9lพดหวานที่คนโดยมากนิยมรับประทานมีกรดเฟอรูลิyk3rjkyก (Ferulic Acid) รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสร52ะในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ซึ่งเป็นสารสีที่ให้สีเหลือง สีส้ม รวมทั้งสีแดงแก่พืชที่ได้พบขายเจียวกู่หลานในข้าวโพด อาทิเช่น 636ซีแซนทิน 8l9prthj5r(Zeaxanthin) ลูทีน (Lutein) คริปโตแซนทิน (Cryptoxanthin) และก็เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene)

Tags : ขายเจียวกู่หลาน,จำหน่ายเจียวกู่หลาน

5
อื่นๆ / ตะไคร้มีสรรพคุณ-ประโยชน์อย่างไร
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2018, 03:36:14 PM »

ตะไคร้
ตะไคร้ ชื่อสามัญ Lemongrass
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf จัดอยู่ในตระกูลหญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกตระกูลต้นหญ้า ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาเข้าครัว โดยตะไคร้แบ่งได้ 6 จำพวก ดังเช่น ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางราชสีห์ ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านพวกเรา โดยมีถื่นกำเนิดในประเทศประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ศรีลังกา และไทย
ตะไคร้ เป็นอีกทั้งยารักษาโรครวมทั้งยังมีวิตามินและก็แร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ
สรรพคุณของตะไคร้
มีส่วนช่วยในการขับเหงื่อ
เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้เจริญรุ่งเรือง (ต้นตะไคร้)
มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยสำหรับในการเจริญอาหาร
ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร (ต้น)
สารสกัดจากตะไคร้มีส่วนช่วยสำหรับการคุ้มครองป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
แก้และบรรเทาอาการหวัด อาการไอ
ช่วยรักษาอาการไข้ (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ (ราก)
น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถบรรเทาอาการปวดได้
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้อ้วกหากนำไปใช้ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ(หัวตะไคร้)
ช่่วยแก้อาการกษัยเส้นและก็แก้ลมใบ (หัวตะไคร้)
รักษาโรคอาการหอบหืดด้วยการใช้ต้นตะไคร้
ช่วยแก้อาการเสียดแน่นแสบบริเวณหน้าอก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้องและก็อาการท้องร่วง (ราก)
ช่วยแก้และทุเลาอาการปวดท้อง
ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อ (หัวตะไคร้)
ช่วยสำหรับเพื่อการขับน้ำดีมาช่วยย่อยของกิน
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีส่วนช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้
มีฤทธิ์ช่วยสำหรับเพื่อการขับปัสสาวะ
ช่วยแก้อาการเยี่ยวทุพพลภาพรวมทั้งรักษาโรคนิ่ว (หัวตะไคร้)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยาแก้ขับลม (ต้น)
ช่วยรักษาอหิวาตกโรค
ช่วยแก้ลมอัมพาต (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยารักษาโรคเกลื้อน (หัวตะไคร้)
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถช่วยต้านทานเชื้อราบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี
ช่วยแก้โรคหนองใน หากนำไปผสมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ

ประโยชน์ซึ่งมาจากตะไคร้
ประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยสำหรับในการบำรุงและก็รักษาสายตา
มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงกระดูกแล้วก็ฟันให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและเพิ่มสมาธิ
สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดได้
ช่วยไขปัญหาผมแตกปลาย (ต้น)
มีฤทธิ์เป็นยาช่วยสำหรับการนอนหลับ
การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักชนิดอื่นๆจะช่วยคุ้มครองแมลงได้เป็นอย่างดี
ประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบของสารยับยั้งกลิ่นต่างๆ
ต้นตะไคร้ช่วยขจัดกลิ่นคาวหรือเหม็นกลิ่นคาวของปลาได้อย่างดีเยี่ยม
กลิ่นหอมยวนใจของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงและก็กำจัดยุงได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ชนิดยากันยุงจำพวกต่างๆยกตัวอย่างเช่น ยากันยุงตะไคร้หอม
สามารถนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ
มักนิยมประยุกต์ใช้สำหรับในการทำกับข้าวหลายแบบ ได้แก่ ต้มยำ แล้วก็อาหารไทยอื่นๆเพื่อเพิ่มรสชาติ
แนวทางทําน้ําตะไคร้หอม
สรรพคุณตะไคร้ตระเตรียมวัตถุดิบดังนี้ ตะไคร้ 1 ต้น / น้ำเชื่อม 15 กรัม / น้ำเปล่า 240 กรัม
ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเป็นท่อน ตีให้แตก
ใส่ลงหม้อต้มกับน้ำให้เดือด ตราบจนกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาผสมกับน้ำกระทั่งเป็นสีเขียว
รอสักครู่แล้วชูลง หลังจากนั้นกรองเอาตะไคร้ออกแล้วเติมน้ำเชื่อมให้ได้รสตามพอใจ
เสร็จแล้ววิธีทำน้ำตะไคร้
วิธีทําน้ําตะไคร้ใบเตย
น้ำตะไคร้ การทําน้ําตะไคร้ใบเตยนั้นสิ่งแรกให้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ ตะไคร้ 2 ต้น / ใบเตย 3 ใบ / น้ำ 1-2 ลิตร / น้ำตาลแดง 2 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ก็ได้)
นำตะไคร้มาทุบให้แหลกพอประมาณ แล้วก็ใช้ใบเตยมัดตะไคร้ไว้ให้เป็นก้อน
ใส่ตะไคร้และใบเตยลงไปในหม้อแล้วเติมน้ำ 1 ถึง 2 ลิตร แล้วต้มให้เดือดสักราวๆ 5 นาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสำหรับวิธีการทําน้ํา ตะไคร้
โดยตะไคร้และใบเตยชุดเดียวกัน สามารถเพิ่มเติมน้ำสุกใหม่ได้ 2-3 รอบ แต่รสอาจจืดชืดลงไปบ้าง นำมาดื่มแทนน้ำช่วยเพิ่มความสดชื่น แถมช่วยทำนุบำรุงสุขภาพอีกด้วย
ค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การศึกษาของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มก. ฟอสฟอรัส 30 มก. เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาสิน 2.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มก. และ เถ้า 1.4 กรัม
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่กึ่งหนึ่งของปริมาณหนูขาวทั้งหมด ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/กก. และการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีปริมาณความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษฉับพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในช่วงเวลา 60 วัน กลับพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากรุ๊ปที่ไม้ได้รับ แล้วก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

6

ทับทิม
ทับทิม เป็นผลไม้ที่นิยมกินอย่างล้นหลาม โดยใช้ประโยชน์จากส่วนที่ได้ผลสำเร็จสดเยอะที่สุดและก็ยังนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆตัวอย่างเช่น น้ำทับทิม สารสกัดจากทับทิม สินค้าด้านความงดงาม ทั้งยังคงใช้ทำเป็นยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณในหลายประเทศ
ทัมทิมอุสูดดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งสารพฤกษเคมีหลายอย่างที่มีสาระต่อสภาพทางด้านร่างกาย ก็เลยเชื่อว่าบางทีอาจเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อการปกป้องโรคหรือทุเลาอาการ ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือบรรเทาอาการหายใจติดขัดจากโรคนี้ โรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต คอเลสเตอรอลสูง โรคในระบบทางเดินอาหาร โรคความดันเลือดสูง โรคในโพรงปากและก็โรคเหงือก โรคริดสีดวงทวาร โรคผิวหนัง รวมทั้งอื่นๆ
ในปัจจุบันยังมีงานค้นคว้าวิจัยที่เรียนการใช้ทับทิมในแบบอย่างไม่เหมือนกันกับการดูแลและรักษาโรคที่ค่อนข้างจะจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถเจาะจงประสิทธิภาพของทับทิมต่อการรักษาโรคได้แจ้งชัด ซึ่งตัวอย่างการเรียนรู้เรื่องทับทิมกับโรคต่างๆมีดังนี้
โรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ทับทิมคือผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว อาทิเช่น สารเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) สารแทนนิน (Tannin) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่มั่นใจว่าช่วยยั้งปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระของไขมันไม่ดี ลดการสร้างโฟมเซลล์ แล้วก็ลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ก็เลยอาจช่วยลดความเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
จากการเรียนรู้ฤทธิ์การต้านทานสารอนุมูลอิสระของทับทิมในผู้ที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 22 คน จากการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดทับทิม วันละ 1,000 มิลลิกรัม (มีกรดแกลลิค 610 มิลลิกรัม) และก็ประเมินผลจากค่า TBARS ในเลือด (Thiobarbituric Acid Reactive Substances: TBARS) ซึ่งเป็นค่าการตรวจวัดฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ เพื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนที่จะมีการทดลอง พบว่าค่าดังที่ได้กล่าวมาแล้วลดลง จึงคาดว่าการกินทับทิมบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นให้คนไข้โรคเส้นเลือดแดงแข็งจำนวน 15 คน รับประทานอาหารเสริมจากทับทิมเป็นระยะเวลามากยิ่งกว่า 1 ปีขึ้นไปแล้วก็ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานอาหารเสริม ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานอาหาร 3 ปีขึ้นไป หรูหราไขมันที่ต่ำลงราว 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ก็เลยชี้ให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากทัมทิมมากยิ่งกว่า 3 ปี อาจมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดแดงแข็ง ดังนี้ ยังคงต้องมีการเรียนเสริมเติมในระยะยาวกับกรุ๊ปการทดสอบขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้ยังไม่สามารถสรุปผลของทับทิมแล้วก็การรักษาโรคเส้นโลหิตแดงแข็งได้อย่างชัดเจน
โรคเหงือกอักเสบ ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีคุณลักษณะช่วยต้านทานเชื้อแบคทีเรีย ก็เลยถูกนำมาใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาโรคเหงือก เนื่องจากว่าการดูแลและรักษาหลักบางวิธีที่ยังไม่มีคุณภาพพอเพียงสำหรับในการบรรเทาอาการจากโรคมากมายสักเท่าไหร่รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการดูแลและรักษาโรคนี้โดยใช้สารเคมี
จากการทดลองทางคลินิกกับคนเจ็บโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ปริมาณ 40 คน เพื่อดูประสิทธิภาพของเจลสารสกัดจากทับทิมเป็นระยะเวลา 224 ชั่วโมง โดยในแต่ละกรุ๊ปจะใช้แนวทางรักษาที่ไม่เหมือนกัน ผลพบว่า กลุ่มที่ใช้เจลสารสกัดจากทับทิมพร้อมกันกับการดูแลและรักษาโรคเหงือกอักเสบโดยวิธีการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟัน (Mechanical Debridement) มีลักษณะอาการดียิ่งขึ้นภายใน 7 วันแรก เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่เหลือสำหรับเพื่อการทดสอบ ซึ่งเจลสารสกัดจากทับทิมจึงบางทีอาจนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสำหรับคนเจ็บโรคเหงือกอักเสบควบคู่กับการรักษาด้วยแนวทางรักษาที่เป็นมาตรฐานในอนาคต
สอดคล้องกับการทดสอบอีกชิ้นที่ศึกษาเล่าเรียนคุณภาพของน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอกต้นแบบเจลในการรักษาคนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจำนวน 32 คน พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 อาทิตย์ มีสุขภาพโพรงปากดีขึ้นแล้วก็ปัญหาโรคเหงือกอักเสบน้อยลงมากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาหลอก การศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากทับทิมอาจนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับการบำรุงรักษาช่องปาก เป็นต้นว่า ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยคุ้มครองป้องกันรวมทั้งบรรเทาอาการของโรคเหงือกอักเสบ
คุ้มครองป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์ สารสกัดจากทับทิมมีประสิทธิภาพสำหรับในการลดคราบเปื้อนจุลอินทรีย์ตามผิวฟัน รวมทั้งบางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคทางโพรงปากอีกหลายแบบ ซึ่งจากการทดสอบให้อาสาสมัครที่มีสุขอนามัยในโพรงปากดี จำนวน 30 คน หยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่เคยใช้ธรรมดา แต่ว่าสลับมาใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน (Chlorhexidine) แล้วก็ยาหลอกในแต่ละกรุ๊ป โดยใช้บ้วนปาก วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 5 วัน ผลพบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมมีอัตราการเกิดคราบจุลอินทรีย์น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญมากยิ่งกว่ายาหลอก แต่มีคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน จึงพอจะพูดได้ว่าสารสกัดจากทับทิมอาจลดจังหวะสำหรับในการเกิดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ข้างในโพรงปาก
เวลาเดียวกัน การศึกษาอีกชิ้นก็ชี้ว่าสารสกัดทับทิมน่าจะมีส่วนช่วยสำหรับการลดการเกิดคราบจุลชีพ ซึ่งสำหรับการทดลองได้เก็บรอยเปื้อนจุลอินทรีย์จากโพรงปากของอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงแล้วก็กำลังจัดฟัน อายุ 9-25 ปี จำนวน 60 คน ข้างหลังงดแปรงฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนแล้วก็หลังการใช้น้ำยาบ้วนปากประเภทไม่เหมือนกันในแต่ละกรุ๊ป ดังเช่นว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน และยาหลอก ปรากฏพบว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิมมีคุณภาพสำหรับการลดคราบจุลชีพลงมากที่สุดราวๆ 84% รองลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน 79% และยาหลอกที่ลดน้อยลงเพียงแค่ 11% จึงอาจพูดได้ว่าสารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเป็นตัวเลือกในการใช้กำจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน ดังนี้ จากข้อมูลข้างต้นยังคงควรจะมีการติดตามผลในระยะยาวจากการใช้สารสกัดทับทิมอย่างต่อเนื่อง เพราะระยะเวลาในการทดสอบค่อนข้างสั้น
สภาวะคอเลสเตอรอลสูง ทับทิมมีสรรพคุณที่พูดกันว่าสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาผลการกินน้ำทับทิมเข้มข้น 40 กรัม ในคนไข้เบาหวานจำพวกที่ 2 และมีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงปริมาณ 22 คน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์โดยระหว่างการทดลองจะมีการเก็บข้อมูลของกินที่ทานอาหารข้างใน 24 ชั่วโมง ทุกๆ10 วัน (รวมทั้งอาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์) หลังจบสัปดาห์ที่ 8 พบว่าคนป่วยหรูหราไขมันรวม ไขมันประเภทไม่ดี อัตราส่วนของไขมันไม่ดีกับไขมันดี แล้วก็อัตราส่วนของไขมันรวมกับไขมันดีที่มีสะสมอยู่ในเลือดลดลง แต่ว่าไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไตรกลีเซอไรด์และก็ระดับความเข้มข้นของไขมันดี ซึ่งทำให้เห็นว่าน้ำทับทิมอาจมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจโดยลดระดับไขมันในคนป่วยโรคเบาหวานลง แม้กระนั้นยังบอกไม่ได้แจ้งชัด เนื่องด้วยของกินประเภทอื่นที่รับประทานอาจมีส่วนช่วยสำหรับในการลดไขมันในเลือดได้เหมือนกัน แล้วก็กรุ๊ปการทดสอบมีขนาดเล็ก จึงควรขยายผลการเล่าเรียนในกรุ๊ปที่ใหญ่ขึ้นเพิ่มอีก นอกจากนั้น การดูแลรักษาภาวการณ์คอเลสเตอรอลสูงจะต้องมีการควบคุมของกินและก็การออกกำลังกายไปพร้อมกัน ซึ่งบางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ
โรคปอดอุดกันเรื้อรัง ทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารโพลีฟีนอลที่พบบ่อยในทับทิม จากรายงานผลที่เจอในห้องแลประบุว่าสารกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการบรรเทาอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและก็อาจชะลอไม่ให้โรคปรับปรุงอย่างเร็ว ก็เลยมีการเรียนประสิทธิภาพของสารโพลีฟีนอลในคนเพิ่มอีก โดยให้คนป่วยโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ดื่มน้ำทับทิม 400 มล. (มีสารโพลิฟีนอล 2.66 กรัม) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอกต่อเนื่องกันทุกวันเป็นระยะ 5 อาทิตย์ ผลปรากฏว่า ไม่พบสารโพลิฟีนอลทั้งยังในเลือดแล้วก็ฉี่ของผู้เจ็บป่วย อีกทั้งยังไม่พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง 2 กลุ่ม จึงคาดว่าทับทิมไม่น่ามีส่วนช่วยในการรักษาหรือทุเลาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
โดยปกติสารอาหารที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญผ่านกระบวนเมตาบอลิซึมรวมทั้งตรวจพบได้ในเลือดหรือเยี่ยว แต่ผลการศึกษากลับไม่เจอสารโพลีฟีนอลจากการกิน ซึ่งบางทีอาจมีต้นเหตุมาจากการเสื่อมสภาพสารกลุ่มนี้โดยจุลชีพในระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหาร จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจขั้นตอนการซับสารอาหารที่แตกต่างกันก่อนจะกล่าวอ้างถึงประโยชน์ด้านของสุขภาพจากการรับประทาน เพราะว่าสารอาหารที่เจอในของกินที่รับประทานอาจมิได้ถูกนำไปใช้คุณประโยชน์ในร่างกายคนเราทั้งสิ้น
โรคแล้วก็อาการอื่นๆอาทิเช่น โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บกล้ามหลังการออกกำลังกาย กลุ่มอาการอ้วนอ้วน โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแสงแดด การติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเสีย โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และก็อื่นๆยังต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับคุณภาพแล้วก็ความปลอดภัยของทับทิมในการรักษาโรค

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ของผลทับทิม 100 กรัม (โดยประมาณ)
น้ำ 77.93 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 1.67 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 18.70 กรัม
เส้นใย 4.0 กรัม
น้ำตาล 13.67 กรัม
แคลเซียม 10 มก.
เหล็ก 0.30 มก.
แมงกานีส 12 มก.
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม
โซเดียม 3 มก.
สังกะสี 0.35 มก.
วิตามินซี 10.2 มก.
วิตามินบี 1 0.067 มก.
วิตามินบี 2 0.053 มก.
วิตามินบี 3 0.293 มก.
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม
โฟเลต 38 ไมโครกรัม
วิตามินอี 0.60 มก.
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยปกติการกินน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ในบางรายที่มีอาการแพ้ผลสดของทับทิมอาจเกิดผลข้างๆจากการดื่มน้ำทับทิมได้
รากทับทิมมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย การรับประทานรากรวมทั้งลำต้นของทับทิมในจำนวนมากอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะไม่เป็นอันตรายสำหรับในการรับประทานหรือนำมาใช้กับผิวหนัง แต่อาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการแพ้เล็กน้อยในบางราย ตัวอย่างเช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจไม่สะดวก
การรับประทานน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัยสำหรับหญิงท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมลูก แต่ยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัยสำหรับการรับประทานหรือใช้ทับทิมในรูปแบบอื่น ดังเช่นว่า สารสกัดจากทับทิม จำเป็นที่จะต้องปรึกษาหมอก่อนที่จะมีการกินทุกคราว
น้ำทับทิมอาจจะก่อให้ความดันโลหิตลดลดน้อยลงบางส่วน ซึ่งอาจก่อให้ผู้เจ็บป่วยที่มีสภาวะความดันต่ำอาการแย่ลง
ผู้ที่มีอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีการเสี่ยงที่จะกำเนิดอาการแพ้จากการรับประทานทับทิม
ผู้เจ็บป่วยที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดรับประทานทับทิมอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เพราะทับทิมนำมาซึ่งการทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ก็เลยบางทีอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือส่งผลต่อเนื่องไปยังข้างหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมควบคู่กับยาบางประเภทอาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ตัวอย่างเช่น ยาที่เกี่ยวข้องกับหลักการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome ชนิด P450 2D6 หรือจำพวก P450 3A4 ยาลดระดับความดันเลือดหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตว่ากล่าวน คนที่รับประทานยาบ่อยๆหรือมีโรคประจำตัวควรจะหารือแพทย์ก่อนจะมีการรับประทานเพื่อความปลอดภัย

7

ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีเหง้าใต้ดิน ด้านนอกเหง้าเป็นน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวหรือเหลืองอ่อน มักนำมาประกอบอาหารเพราะว่าส่งกลิ่นหอม นอกเหนือจากนี้ ขิงยังใช้เป็นองค์ประกอบในเครื่องดื่ม สบู่ แล้วก็เครื่องสำอางทั้งหลายแหล่ด้วยเหมือนกัน ด้านผลดีต่อสุขภาพ มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ขิงรักษาโรคหลากหลายชนิดมาอย่างยาวนาน ดังเช่นว่า โรคเกี่ยวกับระบบที่ทำการย่อยอาหารอย่างท้องเสีย มีแก๊สในกระเพาะ ของกินไม่ย่อย อาการเมารถเมาเรือ อ้วก เบื่ออาหาร
คุณสมบัติของขิงมั่นใจว่ามีสารที่อาจช่วยลดอาการอ้วกและลดการอักเสบ โดยนักวิจัยส่วนใหญ่คาดว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในกระเพาะอาหารรวมทั้งไส้ รวมทั้งสารนี้อาจมีผลต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนที่ควบคุมอาการอาเจียนด้วย แต่ว่าการสันนิษฐานดังกล่าวข้างต้นยังคลุมเครือนัก และคุณลักษณะด้านอื่นๆมีข้อมูลน้อยกว่า ซึ่งคุณประโยชน์ของขิงต่อสุขภาพที่เราเชื่อกันนั้น เวลานี้ทางวิทยาศาสตร์มีข้อมูลแจกแจงไว้ดังนี้
การดูแลและรักษาที่บางทีอาจได้ผล
อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการใช้ยาต่อต้านไวรัสเอชไอวีหรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คุณประโยชน์บรรเทาอาการอ้วกอ้วกของขิงอาจมีประโยชน์ต่อคนไข้โรคนี้ที่มักได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรค โดยจากการเรียนรู้ผู้เจ็บป่วยจำนวน 102 คน แบ่งให้กลุ่มหนึ่งรับประทานขิง 500 กรัม อีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกวันละ 2 ครั้ง ในตอน 30 นาทีก่อนจะได้รับยารักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างยาต้านทานรีโทรไวรัส เป็นเวลาทั้งปวง 14 วัน พบว่าขิงช่วยลดอาการอ้วกอาเจียนที่เกิดจากการดูแลและรักษาโรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้
อาการอ้วกอาเจียนภายหลังจากการผ่าตัด ขิงบางทีอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และก็อาเจียนจากการผ่าตัดได้เช่นเดียวกัน โดยการเรียนทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ว่าการกินขิง 1-1.5 กรัม ในตอน 1 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดนั้นดูเหมือนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อ้วกที่บางทีอาจเกิดขึ้นในระหว่าง 1 วันหลังได้รับการผ่าตัด
งานศึกษาวิจัยหนึ่งทดลองแบ่งคนป่วยปริมาณ 122 ผู้ที่รับการผ่าตัดต้อกระจกให้กินแคปซูลขิง 1 กรัม และอีกกรุ๊ปได้รับแคปซูลขิง 500 มิลลิกรัมแม้กระนั้นแบ่งให้ 2 คราวก่อนผ่าตัด ซึ่งผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มหลังมีลักษณะอ้วกอาเจียนน้อยครั้งรวมทั้งมีความร้ายแรงของอาการน้อยกว่า โดยงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยนี้พบว่าการใช้ขิงนั้นน่าจะให้คุณภาพสูงสุดเมื่อกินเสมอๆและสม่ำเสมอโดยแบ่งจำนวนการใช้
ยิ่งกว่านั้น การทดสอบทาน้ำมันขิงบริเวณข้อมือของคนป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด พบว่าช่วยปกป้องอาการอ้วกในผู้เจ็บป่วยประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้ารับการผ่าตัดทั้งหมดทั้งปวง แต่ว่าการใช้ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ร่วมกับยาลดคลื่นไส้คลื่นไส้นั้นบางทีอาจให้ผลได้ไม่ดีนัก รวมทั้งการใช้ขิงกับผู้เจ็บป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการอ้วกคลื่นไส้น้อยอยู่รวมทั้งบางทีอาจไม่ได้ผลด้วยเหมือนกัน
อาการแพ้ท้อง การรับประทานขิงอาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการแพ้ท้อง ตัวอย่างเช่น อ้วก อ้วก หรือเวียนศีรษะ ผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่ช่วยยืนยันคุณสมบัตินี้เป็นการทดลองในหญิงที่แก่ท้องต่ำยิ่งกว่า 20 สัปดาห์ ปริมาณ 120 คน ซึ่งพบเจออาการแพ้ท้องทุกวี่ทุกวันนานอย่างน้อย 1 อาทิตย์ และไม่กระปรี้กระเปร่าขึ้นแม้ว่าจะแปลงการรับประทานอาหารและตาม ภายหลังรับประทานสารสกัดจากขิง 125 มก. ซึ่งเสมอกันกับขิงแห้ง 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง 4 วัน ผลสรุปได้แสดงให้เห็นว่าขิงบางทีอาจสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ในฐานะการดูแลและรักษาช่องทางต่ออาการแพ้ท้องได้
นับว่าสอดคล้องกับอีกงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ว่าการรับประทานขิง 1 กรัมต่อวัน ติดต่อนาน 4 วัน สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการอ้วกคลื่นไส้ในหญิงมีท้องที่มีลักษณะอาการแพ้ท้องได้ แม้กระนั้นการใช้ขิงสำหรับคุณประโยชน์ด้านนี้อาจมองเห็นการรักษาได้ช้ากว่าหรือได้ผลดีไม่พอๆกับการใช้ยาแก้อาเจียนอาเจียน นอกนั้น การเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะช่วยลดอาการแพ้ท้องของขิงยังมีข้อกำหนดและพบผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีบางการทดลองที่ชี้ว่าขิงอาจไม่ได้มีส่วนช่วยสำหรับในการลดอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกัน
อาการวิงเวียนหัว อาการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอาเจียนนี้บางทีอาจบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้คุณค่าจากขิง จากงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่ทดลองด้วยการให้คนที่มีลักษณะอาการบ้านหมุน รวมทั้งตากระเหม็นตุกจากการกระตุ้นโดยใช้อุณหภูมิรับประทานผงเหง้าขิง ปรากฏว่าเหง้าขิงช่วยลดอาการเวียนหัวหัวได้อย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินยาหลอก แม้กระนั้นมิได้ช่วยลดระยะเวลาหรือชะลอการกระตุกของตามากนัก
โรคข้อเสื่อม มีการเรียนบางงานที่ชี้ว่าขิงอาจมีคุณประโยชน์ลดลักษณะการเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากโรคข้อเสื่อม จากการทดสอบหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยรับประทานสารสกัดจากขิง (Zintona EC) ในจำนวน 250 กรัม วันละ 4 ครั้ง พบว่าช่วยลดอาการปวดข้อหัวเข่าภายหลังการรักษาเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่ใช้สารสกัดจากขิงผสมกับข่า พบว่าได้ผลลัพธ์ในการช่วยลดลักษณะของการเจ็บขณะยืน อาการเจ็บข้างหลังเดิน และก็อาการข้อติด
นอกเหนือจากนั้น มีการศึกษาเปรียบสมรรถนะระหว่างขิงรวมทั้งยาแก้ปวด โดยให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบในกระดูกบั้นท้ายและข้อหัวเข่ากินสารสกัดขิง 500 มก.ทุกๆวัน วันละ 2 ครั้ง ขิงได้ผลบรรเทาอาการปวดได้เสมอกันกับการใช้ยาไอบูโพรเฟน 400 มก. วันละ 3 ครั้ง รวมทั้งยังมีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่เสนอแนะว่าการนวดด้วยน้ำมันที่มีส่วนผสมของขิงและก็ส้มอาจช่วยทุเลาลักษณะของการปวดรวมทั้งอ่อนล้าที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆของคนป่วยที่มีลักษณะเจ็บหัวเข่าได้ด้วย
ลักษณะของการปวดเมนส์ นอกจากอาการปวดจากโรคข้อเสื่อม การเรียนบางงานยังชี้ว่าขิงอาจมีคุณลักษณะช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดระดู ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบในนิสิตมหาวิทยาลัย 120 คน โดยให้รับประทานผงเหง้าขิงครั้งละ 500 มก. วันละ 3 ครั้งในตอน 2 วันก่อนเริ่มมีเมนส์ต่อเนื่องไปจนกระทั่ง 3 วันแรกของการมีระดู รวมเบ็ดเสร็จเป็น 5 วัน พบว่าผงเหง้าขิงมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดรอบเดือนได้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้านการศึกษาเล่าเรียนเปรียบความสามารถของขิงและก็ยาลดลักษณะของการปวดเมนส์อย่างเมเฟนามิค (Mefenamic acid) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 400 มก. ในอาสาสมัคร 150 คน โดยแบ่งกลุ่มกินแคปซูลขิงหรือยาแต่ละจำพวกในจำนวน 250 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่มีประจำเดือน คำตอบปรากฏไปในทำนองเดียวกันกับงานศึกษาค้นคว้าวิจัยแรกเป็นขิงมีประสิทธิภาพบรรเทาความรุนแรงของอาการปวดระดูไม่ต่างกับการใช้ยาเมเฟนามิคหรือไอบูโพรเฟน
การดูแลและรักษาที่อาจไม่ได้เรื่อง
อาการเมารถและเมาเรือ นับเป็นคุณประโยชน์ของขิงที่มีการพูดถึงกันมาก แต่ขิงบางครั้งก็อาจจะช่วยลดอาการหน้ามืดได้ แม้กระนั้นสำหรับในการวิงเวียนอาเจียนที่เกิดจากการเดินทางนั้น งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนมากระบุว่าขิงบางทีอาจไม่มีส่วนช่วยได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การแบ่งกรุ๊ปให้ผู้เรียนนายเรือ 80 คนที่ไม่คุ้นเคยกับการออกเรือท่ามกลางสมุทรที่มีคลื่นแรง กินเหง้าขิง 1 กรัม เทียบกับอีกกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก ปรากฏว่ากลุ่มที่กินขิงนั้นมีลักษณะอาเจียนและก็เวียนหัวน้อยลงจริงแม้กระนั้นอยู่ในระดับนิดหน่อยเพียงแค่นั้น หรือในอีกงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่ชี้ว่าการรับประทานผงขิงในปริมาณ 500 กรัม 1,000 กรัม หรือเหง้าขิงสด 1,000 มก. ต่างไม่มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันอาการเมารถหรือการทำงานของกระเพาะที่เกี่ยวโยงกับอาการเมารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด
การดูแลรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการระบุสมรรถนะ
อาการคลื่นไส้อาเจียนจากกระบวนการทำเคมีบรรเทา อีกหนึ่งสรรพคุณเป็นลดอาการอ้วกและก็อาเจียน ซึ่งมีการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แม้กระนั้นหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ขิงในผู้เจ็บป่วยที่รับเคมีบำบัดรักษานั้นยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ว่าจะมีส่วนช่วยได้จริงหรือไม่ การศึกษาเล่าเรียนหนึ่งที่ชี้ถึงคุณประโยชน์ข้อนี้ของขิง โดยให้คนเจ็บรับประทานแคปซูลขิงที่มีขิง 0.5-1.5 กรัม เทียบกับยาหลอก ตั้งแต่ 3 วันก่อนวันทำเคมีบรรเทานานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน พบว่า หรูหราความร้ายแรงของอาการอ้วกที่เกิดขึ้นภายหลังจากการรักษาน้อยกว่ากรุ๊ปที่มิได้กินแคปซูลขิง แต่ว่าเห็นผลได้ชัดในกลุ่มที่ใช้แคปซูลขิง 0.5 กรัม กับ 1 กรัมเท่านั้น ส่วนกรุ๊ปที่รับประทานแคปซูลขิง 1.5 กรัมกลับได้ผลน้อยกว่า แปลว่าการกินขิงในปริมาณมากจึงอาจไม่ได้ทำให้อาการอ้วกดีขึ้นอย่างที่น่าจะเป็น
อย่างไรก็แล้วแต่ มีหลักฐานที่โต้เถียงข้อส่งเสริมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งเป็นงานศึกษาเรียนรู้ที่เปิดเผยว่าการกินขิงไม่ได้มีประสิทธิภาพดีไปกว่าการใช้ยาแก้คลื่นไส้ ทั้งนี้ ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยที่ขัดแย้งกันนี้ คาดว่าอาจมีปัจจัยมาจากจำนวนขิงที่ใช้ทดสอบนั้นไม่เหมือนกัน รวมถึงขณะที่เริ่มรักษาโดยใช้ ขิงจะนำมาใช้ผลดีทางการแพทย์ในด้านนี้แล้วได้ผลหรือไม่อาจจะต้องมีการยืนยันเพิ่มเติมต่อไป
เบาหวาน คุณสมบัติของขิงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้เบาหวานในปัจจุบันยังมีผลการค้นคว้าที่ไม่แน่นอน งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยหนึ่งพบว่าการกินขิง 2 กรัม นาน 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ระดับไขมันในเลือด และสารมาลอนไดอัลดีไฮด์ที่แสดงถึงระดับอนุมูลอิสระในคนป่วยเบาหวานจำพวกที่ 2 รวมทั้งบางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังบางประเภทจากโรคเบาหวานได้ ในขณะเดียวกัน มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยอื่นๆที่แนะนำว่าขิงนั้นมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง แต่ไม่มีผลต่อระดับอินซูลิน หรือบางการวิจัยกล่าวว่าขิงส่งผลกับอินซูลิน กลับไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง ซึ่งผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยที่แตกต่างนั้นอาจมาจากจำนวนขิงหรือช่วงเวลาที่ผู้เจ็บป่วยได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคเบาหวานในแต่ละการทดสอบนั้นไม่เท่ากันนั่นเอง
อาหารไม่ย่อย มีการศึกษาค้นคว้าศึกษาเล่าเรียนประสิทธิภาพของขิงในคนไข้ที่มีอาการของกินไม่ย่อยปริมาณ 11 คน โดยให้รับประทานแคปซูลที่ประกอบด้วยขิง 1.2 กรัมภายหลังจากการเลิกอาหาร 8 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าขิงช่วยกระตุ้นให้กระเพาะเกิดการย่อยอาหารแล้วก็มีการบีบตัวของกระเพาะส่วนปลาย ทว่าการกินขิงนั้นไม่เป็นผลต่ออาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารหรือสารเปปไทด์ในไส้ อย่างไรก็แล้วแต่ ผู้ร่วมการทดสอบนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ไม่บางทีอาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าขิงช่วยลดอาการของกินไม่ย่อยได้แน่นอนเพียงใด
อาการแฮงค์ เชื่อกันว่าการกินน้ำขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการแฮงค์ซึ่งได้ผลสำเร็จข้างๆจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ สำหรับประโยชน์ข้อนี้มีงานค้นคว้าวิจัยเมื่อนานมาแล้วที่เสนอแนะว่าการผสมขิงกับเปลือกข้างในของส้มเขียวหวาน แล้วก็น้ำตาลทรายแดงก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างในภายหลัง รวมถึงอาการอาเจียน คลื่นไส้รวมทั้งท้องร่วง อย่างไรก็แล้วแต่ การเรียนรู้ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นยังถือว่าไม่ชัดเจนอยู่มากมายและไม่อาจยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากขิงจริงๆหรือส่วนประกอบอื่นๆที่ใช้ประกอบ
ลดคอเลสเตอรอล คุณสมบัติของขิงซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนั้นได้มีการทดลองโดยให้คนไข้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงรับประทานแคปซูลขิงวันละ 3 ครั้ง ทีละ 1 กรัม ผลสรุประบุว่าเมื่อเทียบกับคนไข้กลุ่มที่รับประทานยาหลอก ขิงมีคุณภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งการใช้ขิงลดระดับคอเลสเตอรอลจะได้ผลดีจนถึงสามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยภาวะนี้ได้หรือเปล่าอาจจำต้องรอคอยการศึกษาเล่าเรียนในอนาคตที่แจ่มชัดกันต่อไป
ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย คุณสมบัติด้านการบรรเทาปวดและลดการอักเสบของขิงจะช่วยลดลักษณะของการเจ็บจากการออกกำลังกายได้ด้วยหรือไม่นั้นยังคงไม่กระจ่างแล้วก็เป็นที่โต้วาทีกันอยู่เช่นเดียวกัน จากการทดสอบหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานขิงสดหรือขิงที่ทำให้สุกด้วยความร้อนแล้ว 2 กรัมอย่างสม่ำเสมอนาน 11 วัน พบว่าอีกทั้งขิงสดรวมทั้งขิงสุกต่างมีส่วนช่วยลดลักษณะของการเจ็บกล้ามจากการออกกำลังกายแบบหดยืดกล้ามได้ในระดับปานกลางไปจนถึงระดับมากมาย
ทว่าอีกงานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งกลับพบผลสรุปตรงกันข้าม จากการให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ทำกิจกรรมบริหารร่างกายยืดหดกล้ามเนื้อเหมือนกัน กินขิง 2 กรัมในช่วง 24 ชั่วโมงและก็ 48 ชั่วโมงหลังจากการบริหารร่างกาย พบว่าไม่ได้นำมาซึ่งการทำให้ลักษณะของการเจ็บกล้าม การอักเสบ หรือบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการบริหารร่างกายลดลง แม้กระนั้นนักวิจัยพบว่าการรับประทานขิงอาจช่วยให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อค่อยๆดียิ่งขึ้นในวันแล้ววันเล่า แม้บางทีอาจไม่เห็นผลประโยชน์ในทันที
อาการปวดหัวไมเกรน มีการเล่าเรียนกับผู้ป่วย 100 คน ที่เคยมีลักษณะปวดศีรษะไมเกรนฉับพลันโดยให้รับผงขิงหรือยารักษา http://www.disthai.com/

8

น้ำมันนวดสมุนไพร
ฆ่าความเจ็บปวด หวดความอ่อนล้า
            สวัสดีขา กลับมาพบกันอีกรอบ คราวนี้เราจะมารีทิวทัศน์สินค้าเหมือนเดิมแต่จะแน่นวิชาการสักหน่อย เนื่องจากว่าคราวนี้จะมีเนื้อหาข้อมูลที่ได้รับมาจากแหลงต่างๆมาอธิบายด้วยค่ะ เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์คลายกล้ามเนื้อ ซึ่งพวกเราเองเคยใช้ยามาหลายตัวเหมือนกัน มาดูกันดีกว่าค่ะ
          น้ำมันนวด อาการปวดเมื่อยร่างกายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่ทำกิจกรรมบางสิ่งในท่าเดิมนานๆตัวอย่างเช่น พนักงานสำนักงาน หรือคนที่ออกแรงกล้ามมากเกินความจำเป็น ซึ่งถ้ากำเนิดลักษณะของการปวดเมื่อยขึ้นมาแล้ว คนไม่ใช่น้อยก็เลือกที่จะบรรเทาลักษณะของการปวดด้วยยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อให้อาการปวดเมื่อยล้าตัวหายไปเร็ว วันนี้ เราจะมารีวิวผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยสำหรับเพื่อการลดลักษณะของการปวดเมื่อยกล้ามกันนะคะ มาดูกันว่ายาคลายกล้ามส่วนใหญ่แล้วคืออะไร กล่าวกันกล้วยๆเป็น ถ้าเรากำเนิดลักษณะของการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคนส่วนมากรวมทั้งจะเลือกหาน้ำมันนวดยาคลายกล้าม เช่น ยาพารา บางครั้งก็อาจจะเป็นยาคลายกล้ามแบบเม็ด หรือแบบที่เป็นครีมนวด ซึ่งมักจะเป็นยาใช้ทุเลาอาการเจ็บปวดฉับพลันจากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง เนื่องจากการเจ็บหรือโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อแล้วก็กระดูก ซึ่งยาบางประเภทจะมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่ด้วย แล้วก็ถ้าหากรับประทานยาคลายกล้ามมากๆบางทีอาจเสี่ยง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวันนี้ พวกเรามีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งมาแนะนำ ซึ่งบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อได้ ลองมาดูกันนะคะว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้คืออะไร
            มาดูประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันนวดกันจ้ะ

  • ปวดก้านคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่จำเป็นต้องใช้กล้าม ดังเช่น ชูของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักเดินทาง นักเดินทาง
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ อาทิเช่น ข้อหัวเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท เป็นต้น
          ซึ่งเรามาดูผลเสียจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกัน
เพราะอะไรถึงจำต้องเลือก น้ำมันนวดเพราะ ยาคลายกล้ามเนื้อธรรมดาที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายปกติจริง พวกเราจะมีความคิดว่ามันหายเป็นปกติ รวมทั้งบริหารร่างกายได้ปกติไม่เจ็บ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดเรายังใช้งานกล้ามเนื้อเหมือนเดิมจะมีผลให้กล้ามเนื้ออักเสบเพิ่มมากขึ้น การที่รับประทานยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆเข้า ก็บางทีก็อาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้าม ซึ่งคนโดยมากและก็จะใช้กล้ามเนื้อหรือปฏิบัติงานธรรมดาทุกอย่างเพราะว่าเราไม่เคยรู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดเนื่องจากว่าการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อเราทาน
คำแนะนำเป็น หลังจากที่มีการใช้ยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ จึงค่อยไปออกกำลังกายหรือดำเนินงานตามเดิมจ้ะ ส่วนจำเป็นต้องพักนานขนาดไหนนั้น ไม่มีผู้ใดทราบกันดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณคืออะไรเพราะเหตุว่ามีหลายปัจจัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่นเราเจ็บแค่ไหน รักษายังไง รับประทานยาแล้วปลดปล่อยให้ร่างกายซ่อมบำรุงตนเอง แบบนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกจากจะรับประทานยาแล้วเนี่ยจำเป็นต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ เป็นต้นว่า ยืดกล้าม ประคบ นวด อย่างถูกวิธีนะคะ ขอย้ำนะคะจำเป็นต้องถูกแนวทาง
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะสำหรับผู้ใดกันแน่บ้าง?

  • ผู้บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจากการทำงานหนัก
  • ผู้ที่ปวดมือรวมทั้งคอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ผู้ที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ผู้ที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนถึงปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก จนถึงปวดขา


          และก็ภายหลังที่ พวกเราได้ทดลองใช้แล้วนะคะ มันได้ผลดีจริงๆจุดเด่นของมันเป็น ซึมซาบเร็วแห้งเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกอย่างก็คือใช้ง่ายค่ะ ข้อแนะนำสำหรับเพื่อการใช้นะคะ เป็นนอกเหนือจากที่จะพ้นตัวยาจะค่อยๆซึมเข้าไปภายใน 5 นาที อากาศจะเริ่มทุเลาลง ซึ่งบางบุคคลอาจจะพ้นสเปรย์ไปเฉยๆและจากนั้นก็รอคอยให้มันแห้งก็ได้ แต่หากนวดอย่านวดแรงเกินไป ให้นวดเบาๆพอนะค่ะ มันจะมีผลให้เห็นผลก้าวหน้าขึ้น ซึ่งผลที่ได้นะคะ หลังจากใช้แล้วคือลักษณะของการปวดปวดเมื่อยจากการหักโหมออกกำลังกายของเราก็หายไป ทีแรกๆเราปวดขามากมายเลยเพราะเหตุว่าวิ่งเกินความจำเป็น ลงไปแล้วเช็ดเบาๆแล้วทิ้งไว้สักประมาณ 5 นาทีนะ จะมีความคิดว่าอากาศมันดียิ่งขึ้น ไม่มีผลข้างๆใดๆก็ตามเลยนะคะ คือเคยปวดขาจนถึงอยากตัดขาทิ้งนะ แต่ว่าพอใช้ได้สเปรย์ตัวนี้ไปแล้วนอนพักตื่นเช้ามาหายเป็นปลิดทิ้งเลย ความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่แบบปวดขามากมายก็หาย ในช่วงเวลานี้ผ่านมาได้7 วันแล้ว ไม่มีลักษณะของการปวดกลับมาค่ะ ซึ่งเห็นผลเจริญทีเดียว ดีกว่าทานยาเม็ดอีก
          สำหรับคนไหนกันที่  มีน้ำมันนวดติดบ้านกันไว้ก็ดีแล้วนะคะ เนื้อหานี้เป็นเพียงแค่รีวิวการใช้สินค้า ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเพียงแค่นั้นนะคะมิได้ขายคอแต่อย่างใด พวกเราใช้แล้วเห็นผลจริงก็เลยมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้พวกเราได้หาข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้จากเว็บต่างๆนะคะ เพื่อมาประกอบสำหรับการรีวิว ซึ่งถ้าเกิดมีจุดบกพร่องประการใด สามารถแนะนำรวมทั้งแนะนำกันเข้ามาได้ และก็สามารถติดตามบทความรีวิว ของเราได้เรื่อยๆเลย แล้วก็พวกเราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาแนะนำอีกห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ เจอะกันในบทความหน้า สวัสดีจ้ะ

Tags : น้ำมันนวด

9

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกลาง,กรุงเทวดา), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ฟ้าสาง (สกลนคร) , เขยตายายหุ้ม (ราชบุรี) , หญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (ยะลา) ,ชวนซิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
ตระกูล   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีบ้านเกิด แล้วก็พบแพร่ระบาดตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรเขตแดนในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ ดังเช่น ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย แล้วก็ยังคงใช้กันอย่างมากมายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นพืชล้มลุกที่มีรสขมจัด กระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวแห่งความขม “King of the Bitterness”  ในตอนนี้สามารถพบฟ้าทะลายโจรได้ทั่วๆไปในประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ แล้วก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับในการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.ม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก อีกทั้งต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 ซ.ม. กว้าง 1-3 ซ.ม. ขอบของใบมีรอยหยักบางส่วนเกือบเรียบ ก้านใบสั้นจนกระทั่งแทบเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราว 3 มัธยมม. ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆคล้ายปาก ด้านบนขนาดใหญ่กว่าซีกด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ด้านข้างล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ชิดกับกลีบดอก ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกตรงกลางด้านแบบทั้งคู่ด้าน ฝักยาวประมาณ 1.5 เซลเซียสม. กว้าง 0.5 ซ.มัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ด้าน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ซีกละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง มองออกจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเม็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายขโมยเป็นพืชล้มลุกนานนับเป็นเวลาหลายปี สามารถประสบพบเห็นได้ตามพื้นที่ทั่วๆไป เป็นพืชที่เติบโตเจริญในทุกภาวะดิน ชอบดินร่วนซุย ดินมีความชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกเจริญ พบมากในที่โล่งแจ้งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายขโมยนิยม แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด เม็ดที่ใช้ควรเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการหว่านในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเม็ดในกระถาง เม็ดจะแตกออกด้านใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพข้างหลังเม็ดผลิออกแล้วไม่ได้อยากต้องการการดูแลมากมายเสมือนพืชทั่วไป เนื่องจากไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายมากเท่าไรนัก เพียงรอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดี และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แต่ว่าควรจะคอยให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และก็กระพรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
สำหรับการเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชมีดอกตั้งแต่แมื่อเริ่มออกดอกจนกระทั่งดอกบานจำนวนร้อยละ 50 เพื่อให้มีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุโดยประมาณ 110-150 วัน
องค์ประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายประเภท ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรจะมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำลงยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะเหตุว่าจำนวนสารสำคัญจะลดราวๆร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน อย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
ผลดี/สรรพคุณ สำหรับเพื่อการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์นั้นโดยมากจะเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการรักษาโรคมากกว่าจะเอามาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายโจรนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสลด ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การตำหนิดเชื้อ ที่ทำให้มีลักษณะปวดท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้กำหนดคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายโจรไว้ดังนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เพราะว่ามีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายแบบ เป็นต้นว่า ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และสารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินงาน และมีส่วนช่วยบรรเทาอาการจากโรคไข้หวัดสำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะไม่รุนแรง และค่อนข้างจะไม่เป็นอันตรายสำหรับในการกิน เนื่องจากว่าจากการศึกษาไม่พบผลกระทบ ซึ่งบางทีอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลรักษาโรคไข้หวัดทั่วๆไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีคุณสมบัติช่วยยั้งการหลั่งสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต้านทานอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด รวมทั้งยังพบแถลงการณ์ว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยคุ้มครองโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดสอบในสัตว์ ทั้งยังยังถูกใส่เป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกรุ๊ปอาการของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาและบรรเทาโรคไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับการบรรเทาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เช่นเดียวกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในปัจจุบัน แต่ควรรอบคอบสำหรับเพื่อการใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นสำคัญ เนื่องจากว่าการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพยังเป็นการหมอช่องทางและพบรายงานผลข้างเคียงจากการเรียนรู้อยู่บางส่วน
ลดลักษณะของการมีไข้และลักษณะของการเจ็บคอที่เกิดจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการตำหนิดเชื้อในช่องคอ ด้วยคุณประโยชน์ช่วยหยุดอาการอักเสบรวมทั้งต่อต้านเชื้อการต่อว่าดเชื้อของฟ้าทะลายโจร และจากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทดสอบก็เลยมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจช่วงต้นได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อแล้วก็หลายอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยยิ่งไปกว่านั้นสารแอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกนำมาใช้เป็นการรักษาลู่ทางในโรคภูมิต่อต้านตนเองหรือแพ้ภูเขามิตัวเอง รวมทั้งจากการเรียนรู้การใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะของโรคกำเริบ  จึงคาดว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพก็อาจเอาไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์ได้
โรคไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายขโมยคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินงานได้ดิบได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายขโมย จึงมีประสิทธิภาพสำหรับในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการศึกษาเล่าเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรในผู้เจ็บป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีลักษณะอาการเร็วรวมทั้งอาการสอดแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจร มีคุณภาพต่อการดูแลรักษาไข้หวัดใหญ่
แบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างเฉียบพลัน ไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ รับประทานวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดหัว ท้องเดิน ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผงผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเมล็ดถั่วเหลือง รับประทานครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งกินวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันเลือดสูง จนถึงมีลักษณะปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำกินวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งรับประทานร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดบดกลืนช้าๆให้ทำลายเชื้อที่บริเวณลำคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกินหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชำระล้างรอยแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันไฟกระทั่งติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผด ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนถึงมีปริมาตร 100 ม.ล. ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการท้องเดิน โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มก. ปริมาณ 2 แคปซูล กิน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการไอและเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายขโมยสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหน้าอาหารและก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนจะกว่าจะเข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดหน่อยเดียว


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม      บรรเทาอาการท้องร่วงไม่ติดเชื้อ รับประทานครั้งละ 500 มก. – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    บรรเทาอาการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรจะต้มน้ำหรือกิน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน และก็ควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะเนื่องจากการสะสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้เจ็บป่วย พบว่าไข้ลดน้อยลง เหมือนกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 รวมทั้ง 4 มิลลิลิตร/กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เพื่อเป็นไข้ พบว่าไข้จะต่ำลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 รวมทั้ง 270 นาที และก็มีความรู้และความเข้าใจสำหรับในการลดไข้พอๆกับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่สามารถที่จะลดไข้หนูขาวที่เจ็บป่วยเหตุเพราะถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มก./กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 กรัม/กิโลกรัม ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มก./กิโลกรัม ให้ทางสายยางเข้าสู่กระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้เจ็บป่วยโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเรียนทางสถานพยาบาลในผู้ป่วยอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีอาการเป็นไข้ รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน ปริมาณ 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาคนป่วยกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร ขนาด 6 กรัม/วัน อาการไข้แล้วก็ลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 กรัม/วัน แต่ผลของการรักษาไม่ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) รวมทั้งส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 และ 1-2 กรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่ว่าถ้าป้อนส่วนสกัดน้ำ รวมทั้งส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 แล้วก็ 41.23% ตามลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มก./กิโลกรัม, indomethacin ขนาด 5 มก./กก. และก็ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายขโมย สารสกัดอัลกอฮอล์ รวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆท้อง เท่ากับ 40.67, 45.63 และ 35.25% เป็นลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone และ ibuprofen  แล้วก็เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 และ 500 มิลลิกรัม/กก. เสมอกันทั้งยัง 3 แบบ สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่บริเวณท้องทิ้งเอาไว้ 5 วัน เท่ากับ 11.86 แล้วก็ 19.85%, 15.15 และ 22.78%, 11.76 รวมทั้ง 15.89% เป็นลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพและก็สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบมากที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยับยั้งกรรมวิธีอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 และก็ 300 มก./กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin แล้วก็ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่ท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะมีผลให้เกิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้เกิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร จะลดการสร้าง a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และเพิ่มการผลิต interleukin-1-b แล้วก็ interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แม้กระนั้นไม่มีผลยับยั้ง interleukin-1-b แล้วก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล ปกป้องการยึดติดและก็ย้ายที่ (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านขั้นตอนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b และก็ CD18 และไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสร้าง ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายขโมย (ไม่ระบุประเภทของสารสกัดแล้วก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. จะยั้งสารที่เกี่ยวพันกับกระบวนการมีการอักเสบ โดยไปยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และก็ยับยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถยั้ง neutrophil สำหรับเพื่อการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และ g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% เท่ากับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  นอกจากนี้ยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) รวมทั้งลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านกระบวนการ post-transcription และสารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide และก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยั้งการสร้าง nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล แล้วก็ความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งการผลิต nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 และก็ 35.5 ไมโครโมล ตามลำดับ ผลสำหรับในการออกฤทธิ์ขึ้นกับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 และก็ 25 มิลลิกรัม/กก./วัน จะยั้งการผลิต nitric oxide 35 และก็ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่กล่าวมาแล้ว (3)  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide แล้วก็ neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเหมือนกัน
          การศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนเจ็บแก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการเจ็บป่วย แล้วก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 แห่ง และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 กรัม/วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน ปริมาณ 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาผู้เจ็บป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายขโมย
ขนาด 6 ก./วัน ลักษณะของการมีไข้และก็อาการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 กรัม/วัน  แม้กระนั้นผลการรักษาไม่ต่างกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ต้านทานแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และก็สารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. และก็ 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลไม่แน่ชัดสำหรับในการยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และก็ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ ตามลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่ชัดเจนในการยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นเดียวกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน รวมทั้งสารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายโจรทั้งยังต้น ความเข้มข้น 200 มก./มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่มีผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบรวมทั้งลำต้นฟ้าทะลายขโมยแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กลุ่มๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัม/กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว กินอาหารตามเดิม เป็นกลุ่มควบคุม ต่อไปวางหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดรวมทั้งตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis รวมทั้ง pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยับยั้งแบคทีเรีย S. aureus แล้วก็ได้ทดสอบในอาสาสมัคร 10 ราย สุ่มกินสมุนไพรขนาดเดียวต่อหนึ่งสัปดาห์ ตรงเวลา 4 สัปดาห์ ขนาดต่างๆที่ใช้เป็น1, 2, 3 รวมทั

10

สมุนไพร
เห็ดหลินมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นไปได้จริงหรือ?
แม้มีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆ ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพร เห็ดหลินจือ ปริมาณและวิธีการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ และปัจจัยทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
ตัวอย่างงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานค้นคว้าหนึ่งได้ทดลอง[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]หาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลลัพธ์คือ เห็ดหลินจืออาจมีสรรพคุณในด้านการระงับอาการปวด สมุนไพรปลอดภัยต่อการรับประทานเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏผลที่มีนัยสำคัญในการต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด


สมุนไพร อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า

เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย
มีการทดลองที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดระยะเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ ผู้ป่วยบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน จากนั้นจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วย ผลการทดลองและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะสนับสนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในงานวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
ดังนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อป้องกันและการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป รวมทั้งให้ได้ความกระจ่างชัดดเจนในด้านดังกล่าวมากยิ่งขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการรักษาป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างชัดเจน เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ผู้บริโภค ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เพราะแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน
โดยทั่วไป ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันได้แก่
-สมุนไพร เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ผู้บริโภคก็ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านปริมาณและรูปแบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ในภายหลัง
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย จำพวกเส้นใยต่างๆ โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุนี้ มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารและแปรรูปเพื่อการบริโภค

11

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลวิจัยรับรองคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
สมุนไพร บทความกลุ่มนี้อ้างอิงสรรพคุณของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนแล้วก็น่าเชื่อถือเพียงใด ถ้าเพื่อนฝูงๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไรหรือเปล่ารู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้ผู้เขียนได้คัดเลือกและรวบรวมจากหลายที่รวมทั้งเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนฝูงๆถูกใจบทความนี้ก็จะเป็นกำลังจิตใจให้คนเขียนได้บทความดีๆให้สหายอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สหายๆจำต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยับยั้งมะเร็ง
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งโรคมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลจากงานวิจัยจากกรมความก้าวหน้าแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม รวมทั้งสารกรุ๊ป Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปข้างหลังสามารถยั้งเซลล์ของมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อจะได้ผลดีมากกว่าแบบไม่กะเทาะมากมาย
อย่างไรก็ดีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ของมะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงแต่ผลของการทดสอบในหลอดทดสอบเพียงแค่นั้น ช่วงนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนเจ็บโรคมะเร็วจริงๆและก็คาดว่าผลการศึกษาเรียนรู้นี้คงเผยแพร่ให้เพื่อนฝูงๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้จ้ะ แต่ในตอนนี้มีรายงานการเล่าเรียนจากจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในคนป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด รวมทั้งคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งขั้นแผ่ขยาย โดยไม่เป็นผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็แล้วแต่ในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับการรักษาโรคโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักสำหรับในการรักษา เน้นย้ำเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายจำนวนมากตามตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยแล้วก็นำเข้าจากต่างแดน ถ้าหากสหายๆต้องการเลือกซื้อ จำเป็นต้องมองให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาแล้วก็แหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการยืนยันจาก อย. หรือเปล่า แล้วก็สินค้าที่สามารถกันความชื้นก้าวหน้าหรือป่าวประกาศ
คนจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ปัจจุบันแพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วยเหตุว่าหากไม่ดีจริงก็อาจเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงๆจังมากมายก่ายกองสำหรับประเด็นนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดลองจริงกับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอก จากเส้นเลือดหัวใจตีบ พบว่าภายหลังจากการให้กินเห็ดหลินจืออปิ้งต่อเนื่องตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บไข้ที่เข้ารับการทดลอง 90% มีลักษณะที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการวัดคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้พบสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือรวมทั้งพบสารยับยั้งการจับตัวกันจนเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดลองใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดรวมทั้งหัวใจได้จริง แล้วก็พบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มทดลองสมุนไพร 21 ชนิด ที่กรุ๊ปวิจัยได้เลือกหยิบมาศึกษาทดลอง

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสโลหิตเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยสุดแล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าหากในกระแสเลือดของพวกเรามีปริมาณไขมันมากจนเกินความจำเป็นนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งยังจากของกิน ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมถึงอาจเกิดจาผลข้างเคียงของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่กล่าวถึง คือ ไตรกลีเซอไรค์และคอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
นักค้นคว้าได้ค้นพบสารหลายอย่างในเห็ดหลินจือ[/url][/color]ที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid และ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองปกป้องไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย รวมทั้งกระทำการเก็บผลการทดลองภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอคอยลของผู้รับการทดลองน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลจากการวิจัยจากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังส่งผลให้เลือดไหลเวียนอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดแจงกับสภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักค้นคว้าทั้งในประเทศญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และที่อื่นๆอีกทั่วทั้งโลกแล้วว่าสำเร็จจริงละไม่ได้เป็นเพาระความศรัทธาอีกต่อไป ท้ายที่สุดก็ขอฝากไว้ ภาวการณ์ไขมันในเส้นโลหิตสูงเป็นภาวะที่อันตรายเพราะว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยดสยองอื่นๆตามมาได้ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดเพื่อนพ้องๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวการณ์นี้ก็ควรรีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีมากกว่า

12

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งงานค้นคว้าที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ใน[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]ของผู้ในผู้ป่วยมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนสำหรับในการยัยยั้งหลักการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยจำนวนมากถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจส่งผลต่อการต้านการอักเสบในผู้เจ็บป่วยมะเร็งปอดบางราย แต่ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการทดลองทางการแพทย์ที่ให้ข้อมูลพอเพียงที่สนับสนุนให้ใช้เห็ดหลินจือในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบเทียบจากการรวบงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าผู้เจ็บป่วยตอบสนองต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดรักษาเจริญขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อทดลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับเพื่อการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
สมุนไพร นอกจากนั้น จาการทบทวนงานศึกษาวิจัยพบว่ามีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์เกื้อหนุนว่าเห็ดหลินจืออาจสโมสรต่อการปรับแต่งคุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และนอนไม่หลับด้วย
ดังนั้น ก็เลยอาจจะกล่าวว่า สิ่งพิสูจน์ทางคุณสมบัติและคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาค้นคว้าวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดสอบในคนไข้บางกรุ๊ปแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรจะปฏิบัติการทดสอบถัดไป เพื่อให้ได้สำเร็จลัพ์ที่กระจ่างแจ้ง รวมทั้งเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลรักษาคนเจ็บมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต และการเจ็บป่วยในระบบทางเดินปัสสาวะ
มีกระบวนการทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะเยี่ยวติดขัด ข้างหลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ คำตอบที่ได้คือ ผู้เจ็บป่วยต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับในการวัดปัญหาในระบบทางเดินปัสวะของผู้เจ็บป่วยจากการตอบปัญหา กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
สมุนไพร ด้วยเหตุนี้ การทดสอบดังกล่าวก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาหลังฐานที่แจ่มกระจ่างสำหรับเพื่อการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยว
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดสอบทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนป่วยโรคเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะส่งเสริมผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือด้วยเหมือนกัน โดยหนึ่งในการค้นคว้าเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้เจ็บป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงความสามารถของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อป้องกันและการดูแลและรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป แล้วก็ให้ได้การแจ้งชัดชัดดเจนในด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลดีต่อกรรมวิธีรักษาคุ้มครองป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วก็อาการต่างๆที่เกี่ยวโยงถัดไปในอนาคต
จำนวนที่สมควรสำหรับการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งแจ่มกระจ่าง เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค โดยเหตุนั้น ลูกค้า ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการบริโรค เพราะว่าแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีและส่วนประต่างอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้เหมือนกัน
โดยธรรมดา ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันอย่างเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่สมควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยสำหรับการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ถึงคุณค่าในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นผู้บริโภคก็ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ รวมทั้งขอคำแนะนำหมอหรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านจำนวนและก็แบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เนื่องจากอาจเป็นผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ในวันหลัง
โดยข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจือดังเช่น

ลูกค้าทั่วไป.......
-ควรจะบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันนานเกินกว่า 1 ปี อาจส่งผลให้มีอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้มีอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจนำไปสู่ผลกระทบได้ อาทิเช่น ปากแห้ง คอแห้งผาก คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ปั่นป่วน ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มไวน์เห็ดหลินจืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์สืบพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการแพ้
คนที่ควรจะระวังสำหรับการบริโภคเป็นพิษ
คนที่ท้อง หรือกำลังให้นมลูก ถึงแม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลกระทบที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ในกรุ๊ปผู้ซื้อนี้แต่ผู้ที่ท้องรวมทั้งผู้ที่กำลังให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อร่างกายของตัวเองแล้วก็ลูกน้อย
คนที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนไข้บางรายที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เพราะฉะนั้น เพื่อลดความเสี่ยง คนเจ็บควรหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจทำให้ความดันเลือดต่ำลง ด้วยเหตุนั้น คนไข้ภาวะความดันโลหิตต่ำควรต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
สภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ดังนั้น คนป่วยภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำจึงไม่สมควรบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวการณ์มีเลือดออกแตกต่างจากปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก อาจเพิ่มการเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนเจ็บบางราย โดยยิ่งไปกว่านั้นในผู้ที่มีสภาวะเลือกออกแตกต่างจากปกติอยู่แล้ว

13

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของเรามีจุดเริ่มแรกขึ้นจากความจำเป็นหาสมุนไพรประสิทธิภาพสูงจากในหลายประเทศ จนถึงพวกเราเจอรวมทั้งมีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน และก็ได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือคุณภาพสูงนับจากนั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่พวกเราเป็นผู้บุกเบิก รวมทั้งเป็นผู้นำในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงคุณภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของเรา จะถูกคัดสรรอย่างยอดเยี่ยมก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่พวกเรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีละเอียดลออ ทำให้ได้ตัวดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากกว่า
เราตั้งใจและก็สำรวจประสิทธิภาพในทุกกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งด้วยขั้นตอนการผลิตที่ดูแลอย่างยอดเยี่ยม ทำให้เราได้รับการยืนยันมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่เราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจคุณภาพจากห้องแล็ปในโรงหมอ
เพื่อผลดีสูงสุดของท่านผู้ที่กำลังหาผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือมากิน
งานค้นคว้ายืนยันว่าการกินสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลดีมากกว่าการทานดอก เพราะสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่าและสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกจะต่อต้านโรคมะเร็ง รวมทั้งเสริมภูมิต้านทานได้ดีมากว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดไม่ได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากมายว่า 100 สายพันธุ์แต่ว่าสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาดีที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะว่าสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กลุ่ม Polysaccharide อยู่อย่างมากที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในตลาดต้นแบบต่างๆล้นหลาม ทั้งยังในรูปแบบดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกเยอะแยะ
เพราะฉะนั้นการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี จะต้อง......
มองตั้งแต่กระบวนการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่เหมาะสมหรือปล่าว เพราะว่าการควบคุมอณหภูไม่ ความชื้น สารอาหาร และก็แนวทางการแปลรูปล้วนมีผลต่อปริมาณสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เหตุเพราะเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ เพราะฉะนั้นตัวบรรจุภัณฑ์ควรต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อก้าวหน้าอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับผลดีต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูซิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีผิวมันวาว มีลักษณะคล้ายไม้ แล้วก็มีรสขม มีประวัตศาสตร์นานสำหรับในการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะเมืองจีนและญี่ปุ่น เนื่องมาจากเชื่อว่าสารประกอบภายในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเกิดผลดีต่อร่างกายเยอะแยะ จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินแล้วก็ธาตุบางจำพวก เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ป่ายปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลวัวโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) แล้วก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) แล้วก็ลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารและดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างหลากหลาย นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษาและก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดจำพวกนี้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ใช่หรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายที่อาจเป็นได้ใช่หรือ?
มีการค้นคว้าทดลองจำนวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและคุณค่าที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แม้กระนั้นในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อรับรองทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณลักษณะและก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อยืนยันด้านวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่ชัดเจนถึงคุณสมบัติรวมทั้งประสิทธิผลด้านใดๆก็ตามโดยเหตุนั้น ผู้ใช้ควรศึกษาข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณแล้วก็กระบวนการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งข้อกำหนดต่างๆแล้วก็ปัจจัยทางสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อนที่จะมีการบริโภค
ตัวอย่างงานค้นคว้าวิจัยที่เรียนเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งได้ทดสอบหาประสิทธิผลแล้วก็ความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในคนเจ็บ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปริมาณ 32 ราย  ผลลัพธ์คือ เห็ดหลินจืออาจมีสรรพคุณในด้านการห้ามอาการปวด ไม่มีอันตรายต่อการรับประทานเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างเคียง อย่างไรก็ดี กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญในการต้านทานปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด

เพิ่มความสามารถร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดลองคุณภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนเจ็บโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 อาทิตย์ คนไข้บริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน แล้วหลังจากนั้นจึงทดสอบความสามารถร่างกายของคนป่วย ผลการทดสอบรวมทั้งวางแผนรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ยังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่กระจ่าง จะต้องมีการทำการศึกษาเรียนรู้ในด้าน เพื่อหาหลักฐานแล้วก็สิ่งพิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ต่อต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน แล้วก็ปกป้องการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดสอบหาประสิทธิภาพของสารไตรเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)แล้วก็โพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และการคุ้มครองการทำลายเซลล์ตับในกรุ๊ปผู้ทดลองที่มีร่างกายแข็งแรง 42 คน คำตอบครั้งแสดงถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ และยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็แล้วแต่ แม้เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วเป็นเพียงแต่การศึกษาค้นคว้าวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาเรียนรู้ต่อไปเพื่อหาหลักฐานรวมทั้งข้อพสจน์ที่กระจ่างแจ้งที่กระจ่างถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

14

สมุนไพรมะขามป้อม
มะขามป้อม Phyllanthus emblica Linn.
บางถิ่นเรียก มะขามป้อม (ทั่วไป) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) กำทวด (จังหวัดราชบุรี) มั่งทาง สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลาง สูง 8-12 มัธยม เปลือกสีเขียวอมเทา ลอกออกเป็นแผ่นๆเนื้อไม้สีแดงอมน้ำตาล. ใบ ลำพัง สีเขียวอ่อน กว้าง 0.25-0.5 เซนติเมตร ยาว 0.8-1.2 ซม. เรียงชิดกัน ดูผาดๆเสมือนใบเกาะติด ก้านใบสั้นมากมาย. ดอก เล็ก สีขาว หรือ นวล ดอกแยกเพศ แต่ว่าเกิดบนต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบ 6 ดอก มีกลีบรองกลีบดอก 6 กลีบ ไม่มีกลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 3 อัน ฐานรองดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย มีฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย ขอบถ้วยหยัก รังไข่มี 3 ช่อง หลอดท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก แตกต่างกัน. ผล กลม มีเนื้อดก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2-2 ซม. ผลอ่อนสีเขียวอ่อน ผลแก่สีเขียวอมเหลือง เนื้อกินได้ มีรสฝาก เปรี้ยว ขม และก็อมหวาน เปลือกเมล็ดแข็ง มีสันตามแนวยาว 6 สัน ข้างในมี 6 เม็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นประปรายเป็นหมู่ๆตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดิบธรรมดา
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากรับประทานเป็นยาลดไข้ เป็นยาเย็น ฟอกโลหิต และก็ทำให้อาเจียน หากกลั่นราก จะได้สารที่มีคุณสมบัติเป็นยาฝาดสมานที่ดียิ่งกว่าสีเสียด (catechu) (55). ต้น เปลือกเป็นยาฝาดสมาน ใบ น้ำสุกใบใช้อาบลดไข้ ดอก มีกลิ่นหอมเหมือนผิวมะนาว ใช้เข้าเครื่องยาเป็นยาเย็น และยาระบาย. ผล ใช้ได้ทั้งผลสด รวมทั้งผลแห้ง มีฤทธิ์กัดทำลาย เป็นยาเย็น ยาฝาดสมาน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ระบาย บำรุงหัวใจ ฟอกโลหิต น้ำคั้นผลสด มีปริมาณวิตามินซีสูตระหนี่ว่าน้ำส้มคั้นราวๆ 20 เท่า ในปริมาณเท่ากัน ใช้แก้โรคลักปิดลักเปิด (scurvy) ยางผลใช้หยอดแก้ตาอักเสบ รับประทานเป็นยาช่วยย่อย รวมทั้งขับฉี่ เนื้อผลแห้งที่เรียกว่า Emblic myrobalan ใช้เป็นยาฝาดสมาน เนื่องจากมี tannin แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้บิด ท้องเดิน ใช้กับธาตุเหล็กแก้โรคดีซ่านรวมทั้งช่วยย่อย ถ้าเกิดหมักผลจะได้แอลกอฮอล์ รับประทานแก้อาหารไม่ย่อย แก้ไอ และก็แก้โรคดีซ่าน

Tags : สมุนไพร

15

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction Diseases : ED)
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์.ปีท

หน้า: [1] 2