พฤศจิกายน 22, 2018, 06:00:57 PM

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 34
1
ในการใช้งาน smartphone แล้วก็ tablet สิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็นแล้วก็จำเป็นเลยทีเดียวก็คือ แบตเตอรี่ที่เก็บกระแสไฟไว้อย่างเพียงพอ มิเช่นนั้นก็จะไม่มีแหล่งพลังงานสำหรับเครื่องมือเหล่านี้ และไม่สามารถเปิดใช้งานวัสดุอุปกรณ์ได้

ดังนี้ ทำให้ขณะที่ใครหลายคนจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน ก็เลยชอบนำพาสายชาร์จใส่กระเป๋าไปด้วย เพื่อที่ว่าเวลาแบตเตอรี่ในโทรศัพท์หมดลง จะได้หาเต้ารับสำหรับแทงชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อปลุกโทรศัพท์ให้กลับมาใช้งานได้อีกรอบหนึ่ง แต่ว่าการนำเอาสายชาร์จไปไหนมาไหน บางคราวก็ก่อปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียพื้นที่เก็บของในกระเป๋า การที่สายชาร์จถูกของในกระเป๋าวางทับจนถึงหัก บิด ไม่อาจจะใช้งานได้อีก ไปจนกระทั่งวิธีการทำสายขาดระหว่างจับออกมาจากกระเป๋า หรือระหว่างการเก็บใส่กระเป๋า อีกทั้งสายชาร์จโทรศัพท์หลายรุ่นก็มักมีความยาวไม่มาก ถ้าเกิดพกไปในที่ๆติดตั้งเต้ารับไว้สูงเกินความจำเป็น การชาร์จไฟก็จะทำเป็นไม่สะดวก ฯลฯ เนื่องจากว่าสายชาร์จแบตเตอรี่ทั่วๆไปมีข้อจำกัดมากมายก่ายกอง ทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อยบางทีอาจหันมาดู wireless charger แทน เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องสายไฟตามมาก่อกวนให้รำคาญใจ แต่ คนที่กำลังมองๆwireless charger หลายชิ้น บางครั้งก็อาจจะสงสัยเรื่องประสิทธิภาพการชาร์จของเจ้าวัสดุอุปกรณ์ตัวนี้ โดยเรื่องสำคัญๆที่วิตกกังวลกันก็น่าจะหนีไม่พ้นปริมาณการชาร์จ ว่าถ้าหากแทงทิ้งเอาไว้ จะใช้เวลาสำหรับการชาร์จนานไหม วันนี้เราจะลองมาหาคำตอบให้ชัดเจนกัน

ประการแรก จำต้องขออธิบายการทำงานของ wireless charger ก่อนว่า เจ้าเครื่องนี้จะมีระบบระเบียบการนำไฟเข้าเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างจากสายชาร์จทั่วๆไป โดยถ้าเป็นสายชาร์จปกติ จะนำกระแสไฟฟ้าจากเต้ารับไปสู่เครื่องใช้ไม้สอยโดยตรง แต่ว่าถ้าเกิดเป็น ที่ชาร์จไร้สาย เนื่องมาจากมันไม่มีสายไฟที่จะนำไฟเข้ามาสู่เครื่องมือได้โดยตรง โดยเหตุนี้มันก็เลยควรจะมีส่วนประกอบ 2 ส่วน อาทิเช่น ส่วนแท่นสำหรับทิ่มเข้าที่เข้าทางเต้ารับ ส่วนนี้จะปฏิบัติภารกิจดึงกระแสไฟมา แล้วเปลี่ยนให้เป็นสนามไฟฟ้าแผ่ขยายออกมารอบตัวอุปกรณ์ กับอีกส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นส่วนหัวที่ใช้ทิ่มเข้ากับเครื่องมือชนิด smartphone และก็ tablet ส่วนนี้จะทำหน้าที่รับคลื่นสนามแม่เหล็กเข้ามา แล้วเปลี่ยนกลับให้เป็นไฟฟ้าเพื่อปลดปล่อยไปสู่แบตเตอรี่อีกที แม้ขาดเครื่องไม้เครื่องมือชิ้นใดชิ้นหนึ่งไป จะมีผลให้การชาร์จไม่สามารถที่จะทำเป็น

เนื่องมาจาก ที่ชาร์จ wireless มีหลักการทำงานดังนี้ ทำให้การชาร์จทำได้น้อยกว่าสายชาร์จทั่วๆไปอยู่พอเหมาะพอควร ถ้าหากเปรียบเทียบกันแล้ว สายชาร์จปกติจะสามารถชาร์จไฟได้ 100% ในเวลาที่ wireless charger จะชาร์จไฟได้โดยประมาณ 70% ต่อนาที เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่าในวิธีการแปลงไฟฟ้าเป็นสนามแม่เหล็ก แล้วก็การเปลี่ยนสนามแม่เหล็กกลายเป็นกระแสไฟฟ้า จะมีการสูญเสียค่ากำลังไฟฟ้าไปส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าให้เป็นสนามไฟฟ้า จะเกิดการสูญเสียพลังงานไป 15% รวมทั้งในกรรมวิธีเปลี่ยนสนามแม่เหล็กกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า จะมีการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปอีก 15% เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้การชาร์จแบตเตอรี่ด้วย wireless charger ช้ากว่าธรรมดา แม้เราชาร์จด้วยสายชาร์จแล้วได้แบต 4% ใน 1 นาที เมื่อเปลี่ยนแปลงมาชาร์จด้วย wireless charger ก็บางทีก็อาจจะได้แค่ 2% ต่อ 1 นาที แบบนี้ฯลฯ

Wireless charger จึงเป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่เหมาะกับการชาร์จแบบประวิงเวลา หรือการวางชาร์จเป็นระยะเวลานานๆมากกว่าจะย้ำชาร์จโดยอยากได้ให้แบตเตอรี่เพิ่มในเวลาอันเร็ว และไม่เหมาะสมกับการชาร์จแบบเล่นโทรศัพท์ไปด้วย เพราะนอกจากแบตจะไม่ค่อยขึ้นตามที่ต้องการแล้ว จำนวนแบตเตอรี่บางทีก็อาจจะน้อยลงกว่าเดิมก็ได้ แต่ว่าด้วยความที่ wireless charger ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความยาวสายไฟ แถมยังชาร์จในระยะที่ไกลกว่าปกติได้ ทำให้เหมาะสำหรับการชาร์จในสถานที่ที่ไม่สบายต่อการแทงสายชาร์จปกติ เน้นย้ำการชาร์จเพื่อขยายเวลาใช้งาน ไม่ได้ชาร์จแบบอยากจำนวนแบตเตอรี่เพิ่ม อาทิเช่น ในกรณีที่มีแบตเตอรี่เหลือสัก 30% แล้วก็ต้องการประคอง smartphone ใหใช้งานถัดไปได้อีกสักระยะ กรณีนี้เหมาะมากในการใช้งาน wireless charger แม้กระนั้นถ้าเป็นในกรณีที่แบตเตอรี่เหลือเพียง 5% 6% อยากจำนวนแบตเตอรี่เพิ่มอย่างเร่งด่วน กรณีอย่างงี้จะไม่เหมาะสมสำหรับเพื่อการใช้งาน wireless charger สักมากแค่ไหน เพราะว่าจะขึ้นช้ามาก ทางเดียวที่จะทำให้กางตขึ้นได้ก็คือ จำต้องปิดเครื่องชาร์จสิ่งเดียว ซึ่งก็ทำให้ใช้งานได้ไม่สะดวกอีก

จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของ wireless charger นอกเหนือจากการชาร์จที่ทำเป็นช้ากว่าธรรมดา ซึ่งก็คือ ราคา ในขณะนี้ wireless charger ที่มีอยู่บนท้องตลาดนั้นแพงค่อนข้างจะสูง เมื่อเทียบกับจำนวนการชาร์จที่ได้ก็ดูแล้วจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไร มีดีแค่เพียงไม่มีสายไฟมาเป็นปัญหาต่อการใช้งานเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนั้นก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจซื้อ wireless charger สักตัวมาใช้งาน โปรดพิจารณาตนเองดูซิว่าจะใช้มันได้คุ้มค่าไหม หรือมีความสำคัญที่จะจะต้องชารจในที่ๆไม่เหมาะกับการแทงปลั๊กไฟฟ้าอยู่บ่อยๆหรือไม่ ถ้าเกิดว่าไม่มี หรือเปล่าค่อยได้ชาร์จในสถานที่แบบนั้นสักมากแค่ไหน ก็ขอเสนอแนะให้ซื้อเพียงแค่รุ่นที่ราคาแพงไม่แพงมากก็พอเพียง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อรุ่นท็อปที่ราคาแพงมากมายๆเพราะเหตุว่าจะมีผลให้ใช้งานได้ไม่คุ้มค่า ส่วนถ้าหากคนไหนกันแน่ที่กำลังรู้สึกว่าจะซื้อมาใช้เป็นที่ชาร์จหลักแทนสายชาร์จธรรมดา ขอชี้แนะว่าให้ซื้อรุ่นสูงๆไปเลย มีประสิทธิภาพสำหรับในการใช้งานดีมากยิ่งกว่าแน่นอน

Website: บทความ wireless charger:  www.dotlife.store

2
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีการถ่ายรูปในขณะนี้นั้น โดรน คือเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อการถ่ายรูปทางอากาศ ช่วยทำให้คนถ่ายรูปแล้วก็นักวิจัยหลายคนสามารถถ่ายรูปทางอากาศด้วยตัวเองได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่ต้อทำเรืองขอรูปภาพที่นำมาจากดาวเทียมเหมือนอย่างในอดีตกาล

โดรน คือเครื่องไม้เครื่องมือถ่ายรูปประเภทหนึ่งที่มีความพิเศษคือ สามารถสั่งบิน และบังคับให้เคลื่อนที่ทางอากาศได้ ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการถ่ายรูปทางอากาศ หรือถ่ายภาพในพื้นที่สูงๆที่มนุษย์ไม่อาจจะขึ้นไปได้ ดังเช่นถ่ายรูปบนหลังคาอาคาร เจดีย์ อาคารสูงต่างๆซึ่งในขณะนี้ โดรนเปลี่ยนเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่มีการผลิตออกมาหลายรุ่นในราคาแพงและก็ราคาถูก คนทั่วๆไปสามารถหาซื้อมาใช้กันได้แบบไม่ยากเย็นเท่าไรนัก แม้กระนั้นเนื่องจากว่ามันมีหลายรุ่นนี้เอง ทำให้นักเล่นกล้องมือใหม่คนจำนวนไม่น้อยอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความสงสัยว่า หากว่าพวกเราอยากจะซื้อมาเล่นสักรุ่น ควรที่จะเลือกโดรนแบบไหนดีก็เลยจะใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ วันนี้พวกเราจะมาเปรียบโดรนทั้งยัง 2 รุ่นนี้กัน

เริ่มจากโดรนติดกล้องราคาถูก โดรนรุ่นนี้จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสถานที่ทำงานได้ไม่มากมาย ส่วนมากจะใช้ได้เพียงแค่บิน มีกล้องถ่ายสำหรับภาพติดอยู่ในตัวแล้ว ไม่อาจจะนำกล้องของเราเองติดไปด้วยได้ การถ่ายรูปทำเป็นเพียงแต่ภาพนิ่งแบบง่ายๆไม่มีการเล่นมุม เล่นมิติของภาพมาก ไม่อาจจะถ่ายในแนวทางยากๆซับซ้อนมากมายๆได้ เหมาะกับการซื้อมาลองถ่ายรูปเล่นๆหรือใช้เป็นdrone cameraฝึกซ้อมก่อนจะไปใช้โดรนรุ่นสูงๆมีเทคนิคยากๆถัดไป

ราคาของโดรนประเภทนี้จะเริ่มอยู่ที่ 1,000 บาท ไปจนกระทั่ง 3,000 บาท ข้อดีของซึ่งก็คือ ด้วยความที่แพงถูก ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจระหว่างการใช้แรงงานเลยว่าจะประพฤติตัวโดรนเสียหาย ซึ่งเปรียบได้กับการทำลายเงินไม่น้อยเลยทีเดียวไปด้วย ด้วยเหตุนั้นก็เลยสามารถฝึกซ้อมการใช้งานได้อย่างมาก ไม่ต้องกลัวว่าโดรนจะไปตกใส่อะไรจนถึงทำให้พังทลาย รวมทั้งเนื่องจากว่าไม่มีระบบการทำงานสลับซับซ้อน ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่เริ่มฝึกหัดเล่นใหม่ๆยังถ่ายภาพด้วยเครื่องใช้ไม้สอยชนิดนี้ไม่ชำนาญ แต่ว่าข้อด้อยของโดรนรุ่นนี้ก็คือ ไม่อาจจะถ่ายภาพด้วยเคล็ดลับซับซ้อนมากมายๆได้ เป็นอย่างมากสุดก็ใช้ถ่ายได้เพียงภาพนิ่ง แบบที่พวกเราถ่ายจากโทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูปทั่วๆไป แค่เพียงถ่ายจากกลางอากาศลงมาเท่านั้น นอกนั้น ประสิทธิภาพของรูปถ่ายในโดรนราคาถูกๆจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ถ้านำไปขยายเป็นภาพใหญ่ๆจะเกิดการแตกทำให้มองเห็นเนื้อหาในภาพได้ไม่ชัด ข้อบกพร่องอีกประการหนึ่งของโดรนราคาไม่แพงๆก็คือ มีอายุการใช้แรงงานค่อนข้างสั้น บางคนที่ซื้อโดรนรุ่นนี้ไปใช้ ใช้ได้ไม่กี่เดือนก็พังแล้ว

ต่อมาเป็นโดรนราคาแพง โดรนรุ่นนี้จะราคาแพงขายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป จนถึงรุ่นที่แพงหลักหลายหมื่น ยิ่งโดรนที่ใช้งานได้สลับซับซ้อนมากๆมีเทคโนโลยีสูงๆด้วยแล้ว ราคาบางทีก็อาจจะพุ่งสูงไปถึงเรือนแสนได้อย่างยิ่งจริงๆ คุณลักษณะเด่นของโดรนรุ่นนี้คือ มีรูปแบบการนำไปใช้งานที่ทำเป็นมากมายกว่าโดรนราคาถูกๆสามารถถ่ายรูปแบบมีมิติ ภาพเชิงซ้อน ภาพตัดขวางได้ ภาพที่ได้จากโดรนชนิดนี้จึงสามารถใช้งานได้หลากหลายกว่า อีกทั้งประสิทธิภาพของรูปที่ได้ก็ถือว่าสูงระดับ HD มองเห็นรายละเอียดต่างๆภายในภาพได้อย่างเห็นได้ชัด จะขยายให้ใหญ่ หรือจะบีบอัดก็ได้ นอกจากนี้ โดรนราคาสูง ยังเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่พวกเราสามารถนำกล้องของเราเองขึ้นแขวน แล้วบังคับโดรนให้ใช้กล้องถ่ายภาพของพวกเราถ่ายได้ จึงยิ่งทำให้เครื่องไม้เครื่องมือรุ่นนี้สามารถใช้งานได้ตามสั่งยิ่งกว่า ไม่มีข้อจำกัดใดๆมาขัดขวางการถ่ายภาพของเราได้ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการภาพถ่ายไปใช้ดำเนินการวิจัยที่อยากได้รายละเอียดมากมายๆต้องถ่ายภาพด้วยวิธีเฉพาะ เช่นการค้นคว้าเกี่ยวกับธรณีวิทยา เป็นต้น แม้กระนั้นข้อบกพร่องของโดรนราคาแพงนี้ก็คือ ใช้งานได้ยาก ผู้ใช้ควรจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับตัววัสดุอุปกรณ์ในระดับหนึ่ง แม้ไม่เคยใช้โดรนมาก่อนและก็มาจับโดรนรุ่นนี้เลย อาจส่งผลให้เกิดปัญหาบังคับมิได้ตามอยาก ไม่สามารถที่จะถ่ายภาพได้ นอกเหนือจากนั้นบางทีอาจเผลอทำโดรนตก หรือบังคับไม่ถูกแนวทางจนถึงทำให้โดรนชนเครื่องกีดขวาง ได้รับความทรุดโทรม ซึ่งตามที่กล่าวไปว่าโดรนชนิดนี้ราคาแพงออกจะแพง หากว่าบังคับแล้วทำมันเสียหาย ก็เท่ากับว่าเราได้ทำลายเงินมากมายไปด้วย

จากรายละเอียดทั้งผองที่กล่าวมา จะมองเห็นได้ว่าอีกทั้งโดรนราคาไม่แพงและก็ราคาแพง ต่างก็มีคุณลักษณะเด่นแล้วก็จุดอ่อนที่ต่างๆนาๆ การจะชี้วัดว่าโดรนประเภทใดดียิ่งกว่ากัน ก็เลยจำเป็นต้องอาศัยความอยากได้สำหรับการใช้งาน แล้วก็ความสามารถของผู้ใช้เป็นหลัก หากว่าเพศผู้ใช้อยู่ในระดับฝึกฝน โดรนราคาถูกจะตอบสนองความจำต้องมือได้มากกว่า เพราะไม่มีรูปแบบของการนำไปใช้งานที่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่จะต้องกังวลเรื่องค่าของโดรนถ้าหากว่าบังคับแล้วเกิดอุบัติเหตุด้วย แต่ว่าหากผู้ใช้งานเป็นระดับมืออาชีพ และก็อยากได้โดรนไปไว้สำหรับถ่ายภาพยากๆเคล็ดลับเยอะๆโดรนราคาสูงจะตอบสนองในสิ่งที่ต้องการได้ดีมากยิ่งกว่า

แม้กระนั้นไม่ว่าจะเป็นโดรนรุ่นใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานทุกคนจำต้องให้ความเอาใจใส่คือการสมัครสมาชิกตามกฎหมาย ใครที่คิดจะใช้โดรน ขอให้ติดต่อแล้วทำตามขั้นตอนด้านกฎหมายให้ถูกต้องก่อน อย่านำโดรนบินขึ้นโดยพลการ เพราะว่าบางทีอาจกำเนิดปัญหาขึ้นได้

แหล่งที่มา บทความโดรน:  https://www.dotlife.store/

3
Macbook คือคอมพิวเตอร์แบบนำเอาที่ได้มีการผลิตและก็ขายโดยบริษัท Apple และก็เป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มีผู้ใช้เยอะที่สุดของโลกรองจาก Notebook ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพา ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows
ตัวเครื่อง Macbook ได้รับการออกแบบมาให้มีความทนทานต่ออันตรายต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การชน โดยใน Macbook 1 เครื่อง สามารถ ทนต่อการชนต่างๆได้ดี แต่ว่าแม้ Macbook จะสามารถแข็งแรงต่ออันตรายต่างๆได้ก็ตาม สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อ Macbook เจอกับอันตรายก็คือต่อว่า และรอยขูดขีดต่างๆที่หากแม้มันจะไม่ได้ทำให้ Macbook มีอันตรายจนถึงขั้นใช้งานไม่ได้ แต่ว่ารอยขูดขีดกลุ่มนี้จะเป็นตำหนิทำให้ Macbook ดูสกปรกเป็นระเบียบเสมือนตอนซื้อมาใหม่ๆทั้งในอนาคตถ้าหากพวกเราจะขาย Macbook ไป รอยขูดขีดแล้วก็ตำหนิพวกนี้จะก่อให้ราคาตกลง ดังนี้ ถึงตัว Macbook จะมีความทนทานมาก แม้กระนั้นพวกเราก็ต้องมีเครื่องคุ้มครองเครื่องมือนี้เพิ่มเติมอีก และก็เครื่องป้องกันที่เราสามารถหาได้ง่ายที่สุด คงหนีไม่พ้นกระเป๋า Macbook

กระเป๋า Macbook เป็นเครื่องคุ้มครอง Macbook ที่สามารถหาได้ง่าย โดยเราจะได้รับกระเป๋านี้มาตั้งแต่หนแรกซื้อ Macbook หรือถ้าหากคนไหนมีความเห็นว่ากระเป๋าที่แถมมานั้นไม่อาจจะคุ้มครองป้องกัน Macbook ได้ดี สักเท่าไหร่ จะหาซื้อใหม่ก็ทำเป็นง่าย เพราะในตอนนี้มีร้านค้ามากที่ผลิตกระเป๋าแล้วก็ค่อยนำออกจัดจำหน่ายบนท้องตลาด สามารถหาซื้อได้ในราคาถูกและราคาสูง

จุดแข็งของกระเป๋าใส่ Macbook อยู่ที่สามารถป้องกันภัย Macbook จากอันตรายต่างๆได้มากมายดังนี้
1. รอยขูดขีดต่างๆ ในยามที่เราจำเป็นต้องนำเอา Macbook ไปไหนมาไหน ย่อมมีโอกาสในการเสี่ยงสูงที่ Macbook จะไปกระทบกับสิ่งใดเข้ากระทั่งนำมาซึ่งรอย แม้กระทั้งการเอาวางบนพื้น ก็ได้โอกาสที่จะกำเนิดรอยได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งกระเป๋า Macbook จะช่วยปกป้องอันตรายส่วนนี้ได้ดี ถ้าหากพวกเรานำ Macbook ใส่กระเป๋านี้แล้วหิ้วไปดังที่ต่างๆแม้จะเผลอชนกับสิ่งกีดขวาง หรือวางลงบนพื้นที่เต็มไปเศษสิ่งของอันก่อเกิดรอยขูดขีด แต่ว่ากระเป๋าแมคบุ๊ค ก็จะเป็นตัวคุ้มครองป้องกัน Macbook โดยรับการขีดข่วนนั้นก่อน ทำให้หากแม้กระเป๋าจะทรุดโทรม แต่ว่า Macbook ก็จะไม่มีรอยอะไรก็ตามปรากฏขึ้น การนำ Macbook ใส่กระเป๋า ก็เลยช่วยลดจังหวะที่จะเกิดรอยขีดข่วนต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม
2. ละอองน้ำรวมทั้งความชื้นต่างๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อพวกเราพก Macbook ไปใช้งานนอกสถานที่ ย่อมมีโอกาสที่ Macbook จะต้องถูกน้ำที่กระเด็นมา หรือถูกความชุ่มชื้นในอากาศ สิ่งกลุ่มนี้จะไม่ทำร้าย Macbook ในทันทีทันใด แต่มันก็จะทำให้ส่วนประกอบบางชิ้นมีการหมดสภาพ เป็นสนิม ยิ่งไปกว่านี้ความชื้นแล้วก็ละอองน้ำยังเป็นตัววิธีการทำให้ Macbook เกิดคราบเปื้อนเลอะเทอะซึ่งมีความสกปรกได้ด้วย แต่หากเรานำ Macbook ใส่กระเป๋าก่อนพกออกจากบ้าน เมื่อต้องเจอกับละอองน้ำรวมทั้งความชื้น กระเป๋า Macbook จะเป็นด่านที่รับเอาอันตรายนั้นไว้ก่อน ทำให้ Macbook ไม่ต้องสัมผัสน้ำและก็ความชุ่มชื้นใดๆดูปลอดภัยอยู่เป็นประจำ ดังนี้ ผู้ใช้ควรนำเม็ดดูดความชุ่มชื้นใส่ในกระเป๋า Macbook ด้วย เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับคุ้มครองปกป้องความชื้นมาสัมผัสกับ Macbook อีกขั้นหนึ่ง แล้วก็ควรจะระวังไม่ให้กระเป๋า Macbook ถูกน้ำกระทั่งเปียกชุ่ม เหตุเพราะจะก่อให้น้ำซึมเข้าสู่กระเป๋าจนถึง Macbook ชื้นแฉะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในกระเป๋าที่มีค่า Water Resistant ต่ำ
3. ฝุ่นละอองต่างๆ เนื่องด้วยในปัจจุบัน ประเทศไทยพวกเราเต็มไปด้วยฝุ่นผง การพก Macbook ออกไปด้านนอกโดยมีการคุ้มครองป้องกัน ย่อมทำให้ฝุ่นผงเข้ากับทั้งผิว Macbook ข้างนอก ช่องสำหรับเพื่อระบายอากาศ และก็ port ต่างๆแม้ Macbook ถูกฝุ่นเกาะจะทำความสะอาดได้ยาก แล้วก็ถ้าเกิดปล่อยให้ฝุ่นมีการสะสม ย่อมทำให้ Macbook ระบายความร้อนได้ไม่ดี มีอายุการใช้แรงงานสั้นลง โดยกระเป๋า Macbook จะสามารถปกป้องฝุ่นละอองได้ 100% แม้นำ Macbook ใส่ด้านในกระเป๋าอย่างมิดชิด ฝุ่นละอองจะไม่สามารถที่จะเข้าไปจับในเครื่องได้อย่างไม่ต้องสงสัย ช่วยทำให้ Macbook มองสะอาดและใหม่อยู่เสมอ
4. แรงกระแทกอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการตก หรือชนกับเครื่องกีดขวาง เนื่องมาจากกระเป๋า Macbook เป็นกระเป๋าที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถรับแรงกระแทก แล้วก็ลดแรงชนที่ทำต่อ Macbook ถ้าหากพวกเรานำ Macbook ใส่กระเป๋าก่อนจะเผลอทำตกโดยไม่คาดคิด Macbook จะได้รับแรงชนน้อยมาก นำมาซึ่งการทำให้ Macbook ไม่ได้รับอันตรายจากการตก ตรงกันข้าม ถ้าเกิดเราทำ Macbook ที่ไม่ได้ห่อหุ้มสิ่งใดตกพื้น แรงชนจากการตกจะส่งผลกับตัว Macbook โดยตรง กระทั่งส่งผลให้เกิดรอย หรือองค์ประกอบบางอย่างได้รับความเสียหายได้

กระเป๋า Macbook สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายท้ง 4 ข้อนี้ให้กับคอมพิวเตอร์ Macbook แสนรักของพวกเราได้ อย่างไรก็ดี ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากกระเป๋า Macbook มิได้อยู่ที่การปกป้องอันตรายแค่นั้น แต่ว่ายังช่วยให้เราสามารถพกพา Macbook ไปยังที่ต่างๆได้สบาย สามารถหิ้วได้ด้วยมือเพียงแค่ด้านเดียว แถมในกระเป๋า Macbook ยังมีช่องเก็บของที่ช่วยให้พวกเราใส่อุปกรณ์เสริมสำหรับ Macbook ไปได้อีก พูดได้ว่าช่วยอีกทั้งป้องกันอันตราย รวมทั้งอำนวยความสะดวกได้อย่างครบครนจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับเพื่อการเลือกซื้อ กระเป๋า Macbook สักใบ พวกเราควรจะมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อสักนิดสักหน่อย เนื่องมาจากกระเป๋าแต่ละรุ่นนั้นมีคุณภาพที่แตกต่าง กระเป๋าบางใบสามารถรับแรงกระแทกได้ดิบได้ดี ทนน้ำก้าวหน้า แต่ว่ามือเป๋าบางใบก็มีคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันอะไรได้ แถมคุณภาพการตัดเย็บก็ไม่ดี มีสิทธิรั่วเมื่อใช้งานไปนานๆเพราะฉะนั้นพวกเราจึงควรมีความประณีตสำหรับการเลือกซื้อมากๆเพื่อได้กระเป๋า Macbook ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

Website: บทความกระเป๋า macbook:  www.dotlife.store

4
สายสัญญาณเสียง เป็นวัสดุอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อเครื่องเสียงเข้ากับเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยทำให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้

เดี๋ยวนี้ พวกเราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วๆไปตามร้านเครื่องใช้กระแสไฟฟ้ารวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้พวกเราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่ๆว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ทำให้ท่านภาพของผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างกันด้วย ถ้าพวกเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ดีแล้วไป แต่ว่าหากเราเผลอไปซื้อสายสัญญาณเสียงที่ไม่ได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็จะต้องเจอกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ ทั้งยังเสียงไม่ออก ประสิทธิภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้ไม่เท่าไรก็เสียแล้ว อีกทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจประเมินประสิทธิภาพด้วยราคาได้ เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าราคาถูกหรือสินค้าราคาแพง ต่างก็มีคุณภาพดี คุณภาพต่ำ แล้วก็ปัญหาในตนเองผสมกันไป โดยเหตุนี้ เราก็เลยควรต้องมีวิธีการพื้นฐานสำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ถัดไป

การสำรวจประสิทธิภาพ สายสัญญาณเสียง เราสามารถทำได้ 6 วิธีดังนี้
1. ตรวจตราความแข็งแรง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นอย่างแรกที่เราสามารถสำรวจด้วยตนเองได้ และควรจะเช็คเป็นอย่างแรก เพราะว่าสาย audio cable ในตอนนี้มีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งแรงแล้วก็ความอ่อนแตกต่างกัน โดยธรรมดา สายสัญญาณเสียงที่มีราคาถูกมักจะมีสายค่อนข้างแข็ง ในขณะสายสัญญาณเสียงราคาสูงๆมักจะมีสายอ่อน ข้อเสนอเป็น ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินไป เพราะเหตุว่าจะไม่อาจจะพับสายได้ แม้พับ ม้วนเก็บสายย่อมก่อเรื่อง ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเหลือเกิน เนื่องจากยิ่งอ่อนนิ่มมากมาย สายก็จะยิ่งเปราะบาง เมื่อใช้ประโยชน์งานเสมอๆย่อมมีความเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้อย่างไม่ยากเย็นสายสัญญาณเสียงที่เยี่ยมที่สุด ควรเป็นสายที่อ่อนพอเพียงจะสามารถพับได้อย่างไม่เกิดการเสียหาย แต่ว่าในเวลาเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่มีการฉีกให้ขาด หากพวกเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. พิจารณาวัสดุที่ใช้สำหรับทำหัวสายว่าเป็นอย่างไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาในปัจจุบันนั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับเพื่อการทำหัวสาย อย่างเช่น ทองบรอนซ์ รวมทั้งอลูมินัม ขอแนะนำว่าควรที่จะทำการเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองเหลืองจะดีมากยิ่งกว่า เพราะว่าเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดีมากยิ่งกว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้จะทิ่มสายไม่แน่นก็ตาม ในเวลาที่อลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก หากเสียบไม่แน่นจะไม่อาจจะนำสัญญาณเสียงได้ ยิ่งไปกว่านี้ ทองสัมฤทธิ์ยังเป็นโลหะที่มีความคงทนถาวรสูง แก่การใช้งานยาวนาน ไม่ค่อยมีปัญหาหัวข้อการหัก หรือการโค้งงอผิดรูปผิดรอย ในขณะสายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจะต้องใช้งานอย่างระแวดระวัง ถ้าเกิดไม่ถนอมกล่อมเกลี้ยง หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว
3. พิจารณาการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าเป็นยังไง มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีหรือไม่ โดยธรรมดาสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับอารมณ์เสียบได้อย่างสนิท ในขณะสายสัญญาณเสียงคุณภาพไม่ดีมักยึดส่วนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบมิได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากอารมณ์เสียบ รวมทั้งถ้าสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่สามารถซ่อมได้ จะต้องทิ้งอย่างเดียว ด้วยเหตุผลดังกล่าวสำหรับการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง เราจึงจะต้องสำรวจจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. วิเคราะห์ความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวแค่ไหน โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี จะต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 เซนติเมตร ด้วยเหตุว่าเป็นความยาวที่เหมาะสมสำหรับการทิ่มเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆได้โดยไม่มีการโยกหรือหละหลวม ทั้งยังเสียบได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา แม้เป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะอารมณ์เสียบสั้นเหลือเกิน จะไม่อาจจะแทงกับเครื่องใช้ไม้สอยได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นช่วงๆจำเป็นต้องรอประคองไว้ ส่วนหากโลหะที่ศีรษะแทงมีความยาวมากจนเกินไป เมื่อเสียบกับเครื่องไม้เครื่องมือจะมีผลให้มีโลหะบางส่วนโผล่ขึ้นมา แม้เผลอไปชนเข้าอาจส่งผลให้สายมีการหักได้
5. วิเคราะห์ความยาวของสายไฟว่ามีมากน้อยแค่ไหน ข้อนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานโดยตรง แต่ว่าก็สำคัญ เพราะการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวพอเพียงต่อการใช้งาน จะช่วยให้สามารถต่อเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่กำเนิดปัญหาสายตึงรั้งเกินไปจนถึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเหลือเกินจนถึงกำเนิดความรู้สึกขวาง ซึ่งความยาวที่เหมาะสมของสายไฟขึ้นกับการใช้งานของพวกเราว่าคืออะไร ถ้าหากเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับแทงเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องเสียงในรถ หรือลำโพงทั่วๆไป ต้องมีความยาวอยู่ที่ 30-60 ซม. ส่วนถ้าเกิดเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จะต้องลากสายยาวๆก็ควรมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. สำรวจแบรนด์ของสาย ส่วนแบรนด์นี้ก็จัดว่ามีความหมายไม่แพ้กันในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ทำขึ้นโดยแบรนด์อันเป็นที่รู้จัก หลีกเลี่ยงสินค้าจากยี่ห้อแปลกๆหรือสินค้าโนเนม เพราะชอบเป็นสินค้าที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ มีโอกาสชำรุดเสียหายได้ง่าย

แนวทางในการเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้ประสิทธิภาพนับว่าเป็นเรื่องที่เราจำต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อให้การเชื่อมต่อวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้การเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
เครดิตบทความ บทความสายสัญญาณเสียง:  www.dotlife.store

5
เมื่อเอ่ยถึงมือถือที่เป็นที่นิยมสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว เชื่อว่า iphone น่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ติดโผด้วยอย่างแน่นอน

Iphone เป็น Smartphone ที่มีระบบปฏิบัติการคือ ios ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้สามารถคงทนถาวรต่อสิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นความชื้น การชน การตก และอื่นๆ อีก แต่ถึงจะบอกว่า iphone ได้รับการดีไซน์มาเพื่อรองอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ในความจริง เมื่อเรานำไอโฟน ไปชนกับวัตถุอื่น หรือทำตก ย่อมต้องเกิดริ้วรอย รอยการพังเกิดให้เห็นบนตัวของมัน ยิ่งถ้าจอถูกปะทะ ก็จะอุบัติการแตกได้อย่างเดียวกัน ถึงแม้การผุพังดังกล่าวจะไม่ทำเอา iphone ดับดิ้นสิ้นชีวา แต่ก็เป็นเหตุให้มีตำหนิอันไม่พึงประสงค์อุบัติขึ้น และความกระทบกระเทือนจะมีไปถึงตอนที่เราประสงค์จะเอาไอโฟน เครื่องนั้นจำหน่ายทอดตลาด สนนราคาของเครื่องจะต้องตกลงอย่างแน่แท้ เพราะเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยดังกล่าวขึ้น จึงมีผู้ผลิตหลายรายที่คิดเคส iphone ขึ้นมา สำหรับสวมลงบนตัวเครื่องอีกที เพื่อที่เวลาเครื่อง iphone ไปกระแทกกับข้าวของใดๆ ส่วนที่ได้รับแรงชนเต็มๆ จะเป็นตัวเคสก่อน ริ้วรอยที่ควรจะปรากฏขึ้นบนตัวเครื่องก็จะมาเกิดบนเคสแทน เป็นเหตุให้เครื่องไม่ได้รับพิษภัย

เคส iphone ดังที่บอกไปว่ามีหน้าที่หลักๆ คือการคุ้มกัน iphone จากแรงชนที่ปรากฏจากการชน หรือทำตก แต่ทราบหรือไม่ว่า นอกจากเคส iphone จะปกป้องการปะทะได้แล้ว มันยังสามารถคุ้มครองพิษภัยอื่นๆ ที่อาจปรากฏกับตัว iphone ได้อีก เช่น รอยนิ้วมือ รอยขีดข่วนแบบไม่ได้ตั้งใจ และความชื้น ดังที่เราจะบอกเล่าไปทีละอย่าง ดังนี้

เริ่มจากรอยนิ้วมือ ผู้ใช้งาน iphone จำนวนไม่น้อยคงจะอารมณ์เสียกับรอยคราบมัน หรือรอยนิ้วมือที่มักไปอุบัติบนตัวเครื่อง iphone หลังจากหยิบใช้งานงานแต่ละครั้ง มีผลให้ต้องคอยถูทำความสะอาดอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังทำเอาเครื่องดูคร่ำคร่าเร็วด้วย แต่ถ้าใส่เคส iphone ตัวเคสจะหุ้มเครื่องไว้อย่างเด็ดขาด ทำเอาเมื่อเวลากุม ถือ รอยนิ้วมือและหยาดเหงื่อบนมือจะไม่ไปแตะกับเครื่อง มีผลให้ iphone เกลี้ยงเอี่ยมอยู่เสมอ และดูไม่โกโรโกโส นอกจากนี้ การใส่เคสให้ iphone ยังทำให้เราสามารถไว้เครื่องลงบนบริเวณต่างๆ ได้อย่างเบาใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีสิ่งโสโครกมาติด หรือเข้าในช่องต่างๆ ของไอโฟน เพราะมันจะเข้าติดเคสก่อน การใส่เคสให้ iphone จึงช่วยคุ้มกันทั้งรอยนิ้วมือ และสิ่งสกปรกต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

การปกป้องประการถัดมาที่เคสไอโฟน จะสนับสนุนเซฟเครื่องได้ ก็คือ รอยขีดข่วนต่างๆ ซึ่งแบบแผนการใช้งานงานของคนในยุคปัจจุบันนั้น มีผลกระทบให้อุบัติรอยขีดข่วนที่เครื่องได้ง่าย กระทั่งในการเก็บ iphone ไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ก็ยังสามารถทำให้เครื่องไอโฟน เกิดรอยขีดข่วนได้แบบเดียวกัน แต่ถ้าเราใส่เคส iphone การขีดข่วนต่างๆ จะต้องไปสัมผผัสกับเคสก่อน เป็นเหตุให้แม้ว่าเคสจะชำรุด แต่ตัวไอโฟนจะยังคงสภาพดีอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านี้ ในเคสไอโฟนบางรุ่น ยังมีแผ่นสำหรับปิดหน้าจอด้วย ซึ่งสามารถสนับสนุนปกป้องไม่ให้ปรากฏการแตะต้องโดยไม่ได้ตั้งใจเวลาใส่ในกระเป๋ากางเกง ไม่บังเกิดการเข้าเมนูต่างๆ หรือโทรออกโดยไม่ได้ตั้งใจ

การคุ้มครองอย่างสุดท้ายของiphone case ที่มันจะกระทำต่อมือถือ ก็คือ ความชุ่มชื้น ดังที่เผยไปในข้างต้นว่าตัว iphone สามารถกันน้ำได้ แต่อย่าลืมว่าในการแตะกับความชื้น แม้จะไม่ทำให้ไอโฟนพัง แต่มันก็อาจจะทำปฏิกิริยากับไอโฟน จนทำให้ปรากฏขี้เกลือ หรือสนิมขึ้นบนตัว iphone กลายเป็นตำหนิที่ไม่น่าดู โดยเคส iphone จะสามารถปกป้องความชุ่มชื้นส่วนนี้ได้ แต่การคุ้มครองความชุ่มชื้นของเคสไอโฟน นั้น จะมีลักษณะเป็นเพียง water resistant สามารถคุ้มครองได้เฉพาะละอองน้ำ และความชุ่มชื้นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถ้าปรากฏเอา iphone ไปตากฝน หรือเอาไปจุ่มน้ำ เคสไอโฟน จะไม่สามารถปกป้องในส่วนนี้ได้

เคส iphone ในปัจจุบันผลิตออกมาจากหลายวัตถุ หลายรูปแบบ เคส iphone บางรุ่น ไม่ได้เป็นเพียงแต่เครื่องปกป้องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอโฟน จากอันตรายต่างๆ เท่านั้น หากแต่ยังสามารถเป็นเครื่องตกแต่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ดูมีอะไรมากขึ้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในเคส iphone บางรุ่น ก็ผลิตขึ้นมาจากสิ่งของที่ไม่เหมาะสม เช่น พลาสติกทึบ เมื่อเอาไปใส่จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายความร้อนของไอโฟน จนบางครั้งเอาไปถือที เหมือนถือลูกประคบที่เพิ่งขึ้นจากเตาเอาไว้ในมือเลยทีเดียว เคสที่มีลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ควรนำมาใช้สอยใส่ ไอโฟน เพราะจะทำให้ iphone ระบายความร้อนได้ไม่ดี และอาจมีผลต่อระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่ได้ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านี้ ในเคส iphone บางรุ่น ก็ดูแล้วจะงดงามอย่างเดียว คุ้มกันอะไรไม่ได้เช่น พวกเคสพลาสติกบางๆ ตกแต่งตัวการ์ตูรสวยๆ อย่างที่เราเห็นในยุคปัจจุบัน เคสประเภทนี้ถ้าคิดว่าจะเอามาเพื่อเติมแต่งอย่างเดียว ก็สามารถสังเกตเลือกสรรซื้อได้ แต่ถ้าต้องการจะซื้อเพื่อปกป้องละก็ ขอให้คัดเลือกรุ่นอื่นจะดีกว่าเคส iphone จึงถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องมือถือของเราจากพิษภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็แล้วแต่ การจะคุ้มกัน iphone จากพิษภัยทุกแบบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเคสเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย หากใช้สอยงานไม่ระมัดระวัง ชอบทำไอโฟน ตกพื้นบ่อยๆ ก็ไม่แน่ว่าเคสจะสามารถรองพิษภัยได้ทั้งหมด ขอให้ผู้ใช้มีความระมัดระวังระหว่างการใช้งานงานด้วย

ที่มา บทความเคส iphone:  https://www.dotlife.store/

6
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า iPad เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆทั้งโลก ด้วยความที่เป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าน้าหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้เพื่องานเอกสาร หรือเพื่องาน Social Media ได้สบายกว่าการใช้โทรศัพท์ smartphone ทั่วไป จนถึงเดี๋ยวนี้ คนจำนวนไม่น้อยอาจจะเน้นย้ำใช้ Social Media บน iPad เป็นส่วนมากด้วยซ้ำ ส่วนโทรศัพท์ก็เก็บไว้ใช้โทรสิ่งเดียว ฯลฯ
แต่ว่าการใช้ iPad เพื่องานต่างๆสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลยก็คือเคส iPad เนื่องจากหาก iPad ไม่ได้มีการสวมเคสไว้เลย เวลาใช้ประโยชน์ในแต่ละสถานที่ก็เน้นย้ำเอาไปเป็นเครื่องเปล่าๆเลย ย่อมมีโอกาสสูงที่คุณจะเผลอทำ iPad ตกพื้น จนกระทั่งเกิดร่องรอยบนเครื่อง หากน้อยหย่อย ก็มีแค่รอยแผลนิดๆหน่อยๆแต่ถ้าหากตกแรงๆก็มีสิทธิทำให้หน้าจอของ iPad แตกได้เลย ยิ่งถ้าหากตกแรงๆอาจก่อให้กำเนิดรอยแตกที่จะสตาร์ทเครื่องไปตลอด ซึ่งรอยแตกบนจอ iPad ขอบอกเลยว่าเป็นรอยที่ใหญ่แล้วก็น่าขนลุกมาก ถ้าหากคุณใช้มันทั้งๆที่จอยังแตกอยู่ รอยแตกนั้นบางครั้งอาจจะบาดนิ้วคุณ จนกำเนิดแผล ได้เลือดแบบที่คุณก็นึกไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้ รอยแตกบน iPad มิได้มีผลเพียงแค่กับการใช้งานแค่นั้น แม้กระนั้นยังส่งผลไปถึงในช่วงเวลาที่คุณอยากจะขายทอดตลาด ราคาของ iPad บางครั้งก็อาจจะตกลงจำพวกที่ว่าคุณเองยังเสียขวัญ ด้วยเหตุนั้นการสวมเคสให้ iPad จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในขณะนี้ เคส iPad ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งนำมาวางขายบนตลาดในหลายต้นแบบ เคสพลาสติกแบบแข็งๆไปจนกระทั่งเคสนิ่มๆเป็นซิลิโคนก็มี เมื่อเคสมีอยู่หลากหลายแบบดังนี้ คุณอาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นเราควรจะเลือกเคสแบบไหนดีถึงจะใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาหัวข้อการแตกเสียตามมา วันนี้พวกเรามีคำตอบมาฝาก
1. ควรที่จะเลือกเคสที่มีฝาสำหรับปิดหน้าจอด้วย บางบุคคลมีความคิดว่าเคสแบบมีฝาปิดนั้นทำให้ ipad มองไม่สวย ดูโบราณ ในเวลาที่เคสแบบไม่มีฝา จะทำให้ iPad มองล้ำยุคมากกว่า ถ้าเกิดคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะมีความนึกคิดอย่างงี้ ขอบอกเลยว่าให้รีบเปลี่ยนทัศนคติโดยเร็ว เพราะเหตุว่าเคสแบบมีฝาปิดนี่แหละ ที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายให้กับ iPad ของคุณได้รอบด้าน ไม่ว่าคุณจะเผลอทำวัสดุอุปกรณ์ตก หรือชนในท่าไหน ก็เชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีทางกำเนิดรอยบน iPad แสนรักของคุณได้แน่นอน เทียบกับเคส iPadแบบไม่มีฝาปิด ถึงจะมีผลให้เครื่องมือดูงาม ทันสมัยก็จริงอยู่ แม้กระนั้นก็จำต้องแลกกับการที่จะทำให้หน้าจอ iPad ของคุณ กลายเป็นส่วนที่บอบบางเยอะที่สุด หากคุณเผลอทำ iPad ตกแบบคว่ำหน้าลง เคสอย่างงี้จะไม่สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันสิ่งใดให้ท่านได้เลย ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากอยากได้ซื้อเคสไอแพด ขอชี้แนะว่าให้ซื้อรุ่นที่มีฝาปิดด้วยจะดีมากกว่า ยืนยันว่าปลอดภัย 100% แน่ๆ

2. ควรที่จะเลือกเคสที่มีความครึ้มพอสมควร ที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็นหน้าราว 2-4 มม. ด้วยความหนาเท่านี้จะช่วยทำให้คุณสามารถคุ้มครองการกระแทก แล้วก็รอยขูดขีดบน iPad ได้ดีที่สุด หากไม่เป็นการนำของแหลมกรีดลงไปบนเครื่องไม้เครื่องมือแบบจงใจ ก็ไม่มีทางที่ความทรุดโทรมจะทะลุลงไปถึง iPad ได้ หลบหลีกพวกเคสซิลิโคนบางๆด้วยเหตุว่าเคสแบบนี้จะไม่อาจจะคุ้มครองอันตรายให้กับ iPad ได้มากพอเพียง มีดีแค่สัมผัสแล้วมีความรู้สึกว่านุ่มมือ ดูล้ำยุคเพียงเท่านั้น แม้คุณเลือกเคสที่มีความหนามากเพียงพอ ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า iPad ของคุณจะได้รับการคุ้มครองป้องกันเต็มกำลังอย่างแน่แท้

3. อย่าซื้อipad case รุ่นที่ทุกด้านปิดทึบไปเสียหมด ไม่มีช่องหรือรูอะไรให้อากาศผ่านได้เลย เนื่องด้วยการใช้แรงงาน iPad แต่ละครั้ง จะเกิดความร้อนขึ้นในตัวเครื่องไม้เครื่องมือ ถ้าหากเคสของคุณเป็นพลาสติกแข็งที่ปิดทึบหมดทุกด้าน เว้นรูไว้เพียงแค่ตรงลำโพงและก็ช่องแทงต่างๆแค่นั้น ความร้อนก็จะสะสมอยู่ใน iPad จนถึงคุณรู้สึกได้เลยว่าเครื่องมือของคุณร้อนราวกับไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบให้กับ iPad หลายประการ ดังเช่น ทำให้แบตเตอรี่ใน iPad เสื่อมอายุการใช้งาน ทำให้เครื่องใช้ไม้สอยบางสิ่งบน iPad ได้รับความทรุดโทรม ฯลฯ ด้วยเหตุนั้นในการเลือกซื้อเคส คุณควรจะเลือกเคสที่มีช่องระบายอากาศสักนิด จะได้เป็นการถนอม iPad ยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้นไปอีก

4. ไม่ควรซื้อเคส iPad ที่หนาเหลือเกิน เคส iPad อย่างครึ้ม ฟังดูแล้วราวกับจะใช้ดี คุ้มครองป้องกันอันตรายให้ iPad ได้ แม้กระนั้นที่จริงแล้ว มันเป็นตัวการที่สร้างอุปสรรคให้กับการใช้แรงงาน iPad ของคุณได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้น้ำหนัก iPad มากขึ้นจนนำเอาไปไหนมาไหนตรากตรำ หรือเพิ่มความลำบากสำหรับการต่อวัสดุอุปกรณ์เสริมต่างๆตัวอย่างเช่น หูฟัง สายชาร์จ ทำให้หัวต่อของวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ถูกต่อเข้าไปได้ไม่สุดกำลังเนื่องจากว่าติดเคส สุดดท้ายก็ไม่สามารถที่จะใช้งานได้เลย จะต้องถอดเคสและก็หลังจากนั้นจึงค่อยต่อกันสิ่งเดียว เคสที่มีความหนาพอดี ดังที่กล่าวไปแล้วว่าควรจะอยู่ที่ 2-4 มิลลิเมตร ขอให้เลือกตามขนาดนี้ดีมากยิ่งกว่า

การเลือกเคส ipad มองดูเผินๆบางครั้งก็อาจจะมีความเห็นว่าไม่มีความสำคัญ แต่ว่าที่จริง ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่จำต้องให้ความใส่ใจเยอะพอสมควร เนื่องจากถือเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า iPad แสนรักของคุณจะยังคงอยู่ไปได้โดยสวัสดิภาพเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หรือจะมีรอยถลอกปอกเปิกไปซะก่อน ขอให้ผู้ใช้ iPad ทุกคนควรอย่าไม่เอาใจใส่

เครดิตบทความ บทความเคส ipad:  https://www.dotlife.store/

7
สำหรับไทยแลนด์สมัย 4.0 ที่เป็นสมัยที่ระบบไร้สายมีการพัฒนาขึ้นอย่างในปัจจุบันนี้ เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลายแบบต่างก็พาเหรดกันเปลี่ยนเป็นของไร้สายกันแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่สายชาร์จ ลำโพง หรือแม้กระทั้งหูฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหูฟังไร้สาย ที่เดี๋ยวนี้ได้ถูกผลิตขึ้นแล้วนำมาวางขายบนท้องตลาดกันมากมายก่ายกองหลายแบรนด์ ทำตลาดตีตื้นขึ้นมาแข่งกับหูฟังมีสาย และก็ดึงเอาผู้ใช้บางคนให้เปลี่ยนแปลงจากหูฟังเดิมๆไปใช้หูฟังรุ่นนี้กันล้นหลาม

แต่ว่าเชื่อว่า สำหรับผู้ใช้บางคนที่เคยชินกับหูฟังแบบมีสายมาก่อน บางทีอาจจะสงสัยอยู่ว่า หากเราทดลองเปลี่ยนแปลงมาใช้หูฟังแบบไร้สายดู จะใช้งานเจริญเช่นเดียวกับของเดิมที่เคยใช้อยู่หรือเปล่า บางบุคคลไปค้นข้อมูลตามกระดานข่าวสารต่างๆก็ได้เจอกับกระทู้ไม่น้อยเลยทีเดียวที่ระบุว่า หูฟังไร้สายเสียงไม่ดีเท่ากับแบบมีสาย เพราะจำเป็นต้องแปลงสัญญาณให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งไปที่ตัวหูฟังที่คุณสวมอยู่ ซึ่งสัญญาณ Bluetooth บางครั้งบางคราวก็มีคุณภาพดี แต่ว่าบางคราวคุณภาพก็ไม่ค่อยดีมากแค่ไหน เวลาฟังเพลง ก็เลยจะต้องพบกับปัญหาเสียงขาดๆหายๆอยู่เป็นประจำจนถึงเสียอารมณ์การฟังเพลงไปหมด ถ้าคุณเป็นคนๆหนึ่งที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แล้วมาเจอกับกระทู้พวกนี้ อาจใจแป้ว แล้วหลังจากนั้นก็ยกเลิกความคิดที่จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ไปในทันทีทันใด ขอบอกว่าอย่าพึ่งรีบใจแป้ว เพราะเหตุว่าวันนี้เราจะมาดูกันว่า หูฟังไร้สาย ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับหูฟังแบบมีสาย จริงหรือไม่

ดังที่ได้บอกไปแล้วในข้างต้นว่า หูฟังไร้สาย จะใช้วิธีแปลงสัญญาณเสียงให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งมาที่ตัวหูฟัง และหลังจากนั้นก็ค่อยแปลงกลับมาเป็นสัญญาณเสียงใหม่ ในอดีตสมัยที่ระบบ Bluetooth ยังไม่ทันสมัยสักมากแค่ไหน ก็ต้องเห็นด้วยว่าสัญญาณเสียงมีปัญหาจริงๆครั้งคราวมีซ่าบ้าง มีขาดหายไปบ้าง แต่ว่าในขณะนี้ที่ระบบ Bluetooth ได้ปรับปรุงไปมากแล้ว ก็ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงในหูฟังไร้สายทำเป็นดีเลิศเพิ่มขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงขาดหายอีกต่อไปแล้ว ถ้าคุณกำลังเล็งหูฟังไร้สายสักรุ่นหนึ่งอยู่ ขอให้หมดกังวลประเด็นการรับส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้เลย รับรองว่าถ้าหากคุณทดลองต่อหูฟังไร้สายกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือ Smartphone, iPod หรือ Tablet คุณจะสามารถฟังเพลงได้อย่างสบาย ฟินไปกับเสียงร้องที่เพราะ ดนตรีที่อัดแน่นจนถึงเสียงเบสได้แน่ๆ

เว้นเสียแต่สัญญาณ Bluetooth ของหูฟังที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในหูฟังไร้สาย ยังได้รับการพัฒนาลำโพงจนกระทั่งสามารถแสดงประสิทธิภาพเสียงได้จนกระทั่งระบบ HD แสดงเสียงเบส เสียงเมโลดี้ แล้วก็เนื้อหาเสียงร้องต่างๆได้อย่างสมบูรณ์รวมทั้งนุ่มนวล เหมาะมากในการใช้ฟังเพลงโปรดของคุณ ในเวลาเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์สำหรับในการฟังเสียงอื่นๆได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ผ่านการอัดมา หรือเสียงพูดผ่านโทรศัพท์ ก็มีความแน่ชัด สัมผัสเนื้อหาเสียงได้ครบ แม้จะมีเสียงก่อกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมด้านนอกก็ตาม

จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งผอง จึงสามารถสรุปได้ว่า หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่คุณภาพเสียงบรรเจิดไม่ได้แตกต่างจากหูฟังมีสายที่วางขายกันทั่วไปเลย แถมยังเป็นหูฟังที่ให้ความสบายสำหรับเพื่อการใช้งานได้ยิ่งกว่า เนื่องจากไม่มีสายมาเกะกะให้รำคาญใจ สามารถใช้ได้ในทุกสถานที่ ทุกโอกาส จะเป็นตอนที่กำลังขับรถยนต์อยู่ ตอนกำลังป่ายปีนเขา เดินป่า หรืเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่ไม่อาจจะชูหูโทรศัพท์ขึ้นมากล่าวได้ขณะนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา แค่คุณทำเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย แล้วกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถพูดโทรศัพท์ได้เลย เรียกว่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้นได้มากจริงๆ

อย่างไรก็ดี สำหรับในการเลือกซื้อหูฟังไร้สายมาใช้สักตัวหนึ่งนั้น คุณควรมีวิธีการเลือกสักนิดสักหน่อย เพื่อสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยทำได้ดังต่อไปนี้
1. อย่าเลือกหูฟังที่แพงถูกเหลือเกินมาใช้งาน เพราะเหตุว่าหูฟังจำพวกนี้มักถูกผลิตขึ้นจากอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพสักมากแค่ไหน ถูกลดเกรดไปเรื่อยเมื่อประยุกต์ใช้งานจริงจะใช้ได้ไม่ดี มีปัญหาแสดงเสียงไม่ละเอียดบ้าง เสียงแหลมเหลือเกินบ้าง หรือบางทีสัญญาณ Bluetooth ก็ขาดๆหายๆแล้วก็เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ หูฟังไร้สายดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็จะกลับไปอยู่บ้านเก่าไปในเวลาอันเร็ว ในขณะหูฟังไร้สายแบบมีราคาขึ้นมาสักนิดสักหน่อย จะเป็นหูฟังที่ใช้งานก้าวหน้า ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และก็มีอายุการใช้งานที่เป็นเวลายาวนานมากกว่า ถ้าหากคุณยินยอมที่จะซื้อหูฟังราคาแพงๆก็ขอชี้แนะให้ซื้อรุ่นที่แพงสูงมากขึ้นมาสักหน่อยมาใช้งานจะดีกว่า
2. ทดลองเช็คหูฟังที่กำลังเลือกดูก่อนว่ามีคุณภาพการประกอบคืออะไร และก็ควรทดลองหูฟังด้วยการต่อกับโทรศัพท์ของคุณ แล้วลองฟังเพลงจากในเครื่องของคุณดูด้วย ถ้าว่าหูฟังนั้นให้คุณภาพเสียงที่ออกจะดีพอควร ก็สามารถนับว่าเป็นหูฟังที่มีคุณภาพดี สามารถซื้อไปใช้งานได้เลย แต่ว่าถ้าเกิดทดสอบดูแล้วะพบว่าไม่ค่อยดีสักมากแค่ไหน ก็ให้เปลี่ยนรุ่นไปเลย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความปรารถนาอย่างแท้จริง ไมมีปัญหาใดตามมาตอนหลังจนเชิญให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

ขอขอบคุณบทความ บทความหูฟังไร้สาย: https://www.dotlife.store

8
การออกจากบ้านที่แสนอบอุ่น ไปอยู่ด้วยตัวคนเดียวข้างในหอพัก แน่ๆที่สุดว่าเราต้องขนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์หลายสิ่งหลายอย่างไปด้วย ทั้งพัดลม ทีวี และก็ตู้แช่เย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้แช่เย็น นับว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นที่สุดสำหรับหอ เนื่องจากถ้าหากพวกเราไม่มีตู้เย็นไปไว้ใช้เลย ก็จะไม่สามารถรักษาของกินอะไรไว้ได้เลย ยิ่งในหอที่เราจะไม่อาจจะอุ่นอาหาร ทำกับข้าวได้สบายราวกับตอนอยู่บ้าน ถ้าหากว่าไม่มีตู้เย็นไปไว้ช่วยถนอมอาหาร ท้ายที่สุดพวกเราก็จะต้องรอซื้ออาหารมารับประทานใหม่กันทุกมื้อ ซึ่งเกิดเรื่องที่สิ้นเปลืองมากมาย

เนื่องมาจากในหอมีพื้นที่ออกจะจำกัด ตู้แช่เย็นที่เราจะย้ายไปใช้ได้จึงมีตัวเลือกไม่เท่าไรนัก หลักๆก็จะมีแค่ตู้เย็น 1 ประตู กับตู้เย็น 2 ประตูแค่นั้น เนื่องจากว่าน่าจะไม่มีผู้ใดขนตู้แช่เย็นแบบ side by side หรือตู้แช่เหล้าองุ่นไปไว้ใช้ในหอแน่นอน สำหรับคุณที่กำลังมองหาตู้แช่เย็นสักใบไปไว้ใช้ในหอพักอยู่ บางทีอาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้ตู้เย็น 1 ประตู หรือ 2 ประตูดี ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก การเข้าพักในหอพัก ต้นเหตุหนึ่งที่คุณจะต้องพิจารณาแล้วก็จำไว้ให้ขึ้นใจเสมอ ก็คือสาเหตุเรื่องค่าไฟ อย่าคิดไปนะว่าค่าไฟในหอพักจะมีมูลค่าเท่ากับค่าไฟอย่างที่พวกเราใช้กันในบ้านตามเดิม เปรียบกล้วยๆถ้าค่าไฟฟ้าที่คุณใช้ในบ้านอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ค่าไฟในหอพัก จะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 7 บาท ดังต่อไปนี้เป็นต้น ถ้าหากว่าคุณนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รับประทานไฟจำนวนมากไปใช้ในหอ ค่าไฟฟ้าได้มโหฬารแน่ๆเมื่อกลับมาใคร่ครวญที่ตู้เย็น โดยธรรมดา ตู้เย็น1ประตู มักมีอัตราการกินไฟต่ำกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุว่ามีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็เลยใช้พลังงานน้อย เพราะฉะนั้นถ้าพินิจเพียงแค่ต้นสายปลายเหตุเรื่องค่าไฟ จะเห็นได้ว่าตู้เย็น 1 ประตู บินกับการลำเลียงไปใช้ในหอมากยิ่งกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตู ที่กินไฟมากยิ่งกว่าจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า มีแค่เรื่องค่าไฟเพียงแค่นั้นหรือที่ทำให้ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอพัก ถ้าว่าตัวคุณเองมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าไฟ มาใช้ตู้แช่เย็น 2 ประตู ก็อาจจะไม่มีปัญหาใช่ไหม แม้คุณเป็นคนนึงที่กำลังคิดอย่างงี้อยู่ ขอบอกว่าอย่าเพิ่งรีบตกลงใจ เนื่องจากว่ายังมีอีกหลายเหตุผล ที่ชี้ว่าตู้เย็นแบบ 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากยิ่งกว่าจริงๆส่วนจะมีอะไรบ้าง เราจะนำมาให้คุณได้มองกัน ดังนี้
1. ตู้เย็นหนึ่งประตู มีขนาดของตู้เล็กกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูค่อนข้างจะมาก แถมยังมีความสูงน้อยกว่าด้วย คุณสามารถเคลื่อนย้านไปใช้ได้ในทุกหอ ไม่ว่าหอพักของคุณจะมีห้องขนาดแคบเล็ก หรือมีประตูที่เตี้ยสักเท่าใดก็ตาม ก็หมดห่วงไปได้เลยว่าจะนำตู้แช่เย็นไปตั้งได้หรือไม่ และด้วยความที่มีขนาดออกจะเล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่ใช้สอยในหอของคุณมากสักเท่าไรนัก คุณจะยังเหลือพื้นที่ในห้องของคุณไว้ใช้ตั้งวางของ หรือจัดเป็นมุมงามๆสำหรับนั่งปฏิบัติงานได้อีกเยอะ
2. ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตู้ที่ไม่มีฟังก์ชั่นนำสมัยอะไรล้นหลาม มีแค่เพียงชั้นวางสำหรับแช่ของ ช่องฟรีซ ช่องใส่ขวดน้ำแค่นั้น คุณก็เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคอยรักษาตู้มากเลย หน้าที่ของคุณมีแค่นำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่อาจจะบูด เสีย ใส่ตู้แช่เย็นไว้ให้ปลอดภัย กับคอยละลายน้ำแข็ง แล้วก็หมั่นทำความสะอาดตู้ไม่ให้มีคราบสกปรก รวมทั้งขยะเข้าไปสะสมแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องรอไล่น้ำ กำจัดตะกรัน ราวกับตู้เย็นที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม นอกจากนี้ การที่มีฟังก์ชั่นน้อย ทำให้ใช้ไฟฟ้าในการหล่อเลี้ยงน้อยกว่า แล้วก็ก่อให้เกิดเรื่องต้นสายปลายเหตุค่าไฟฟ้าตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะว่า ตู้เย็น 1 ประตู รับประทานไฟน้อยกว่าตู้เย็น 2 ประตูจริงๆ
3. ตู้เย็น 1 ประตู มีน้ำหนักค่อยกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูมาก ใช้คนเพียงแต่ 2 คน ก็สามารถย้ายที่ได้ และไม่ทำให้เกิดความยากแค้นยามที่จะต้องขนขึ้นหอที่อยู่ชั้นสูงๆหรือหอที่ไม่มีลิฟท์ จำต้องขึ้นบันไดสถานเดียว

มองเห็นไหมว่า ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะกับหอมากมายจริงๆผู้ใดที่กำลังรู้สึกว่าจะย้ายไปอยู่หอในเร็วๆนี้ พวกเราขอชี้แนะให้ใช้ตู้เย็น 1 ประตูเลย ดีมากกว่าแน่นอน
ส่วนการรักษาตู้เย็น 1 ประตู ให้มีความสะอาด พร้อมใช้งาน และก็มีความทนทานอยู่เสมอ ใช้งานในหอได้นาน สามารถทำได้ดังนี้
1. เมื่อตู้แช่เย็นเริ่มว่างลง ไม่ค่อยมีของกินมาใส่แล้ว ควรใช้ช่องทางนั้นกระทำถูชำระล้างตู้แช่เย็นซะ กวาดเศษอาหาร ของกินเก่า รวมทั้งขยะต่างๆที่หมักอยู่ในตู้เย็นออกไปทิ้งให้หมด ต่อจากนั้นถูชำระล้างบริเวณที่มีคราบด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำกิน อย่าปลดปล่อยจนกว่าตู้เย็นมีกลิ่น หรือมีเชื้อราดำขึ้น เนื่องจากจะส่งผลต่อของกินที่จะนำไปแช่ครั้งถัดไป
2. ถ้าเกิดพบว่าน้ำแข็งในช่องฟรีซเริ่มเกาะหนาขึ้น ควรจะกดปุ่มละลายน้ำแข็ง หรืออีกแนวทางหนึ่งคือกระทำ OFF ตู้เย็น ดึงปลั๊กไฟออก แล้วเปิดประตูตู้เย็นอ้าไว้ เพื่อให้น้ำแข็งละลายจนถึงหมด ระหว่างนี้คุณจะต้องหมั่นดึงถาดรับน้ำของตู้แช่เย็นออก นำน้ำไปเททิ้ง แล้วใส่ถาดกลับเข้าไปใหม่อยู่เป็นประจำ กระทั่งเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ค่อยชำระล้างให้เป็นระเบียบต่อไป เสนอแนะให้ทำตอนที่ไม่มีอาหารแช่อยู่ในตู้เย็น หรือเหลือแค่ของกินที่เก็บได้นานแล้ว

ขอขอบคุณบทความ บทความตู้เย็น 1 ประตู: Index Living Mall

9
ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนอยากได้ความสบายสบายสำหรับในการใช้ชีวิต เครื่องใช้ไฟฟ้า นับว่าเป็นสิ่งของที่เข้ามามีหน้าที่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากอย่างยิ่ง
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการวางขายอยู่ตามห้างร้าน และก็แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น เดี๋ยวนี้มีอยู่นานาประการยี่ห้อ ตั้งแต่แบรนด์ดังๆมีชื่อเสียงของผู้ใช้โดยธรรมดา ไปจนถึงแบรนด์แปลกๆที่ไม่ค่อยชินหูมากสักเท่าไรนัก ซึ่งราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะแปรผันตามแบรนด์ของมันด้วย โดยธรรมดา เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดังๆมักมีราคาค่อนข้างสูง เวลาที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อแปลกๆราคามักจะถูก อาจจะถูกกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อดังถึงกึ่งหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆ ฉะนั้น คนอีกจำนวนไม่น้อยจึงหันไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาไม่แพงมาไว้ใช้ในบ้าน แทนที่จะจำต้องเสียเงินเสียทองไม่น้อยเลยทีเดียวเพื่อซื้อสินค้าราคาสูง แม้กระนั้น จำต้องขอบอกเลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้าวของที่ประสิทธิภาพผันตามราคา มีหลายคนที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาถูกไปใช้งาน ก่อนจะพบว่าเป็ฯผลิตภัณฑ์ที่มิได้คุณภาพ ใช้งานไปได้ไม่นานมากแค่ไหนก็พัง เปิดไม่ติดแล้ว ซ้ำร้าย บางคนจำต้องเจอกับอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพแย่นั้นอีก ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ตามที่ราคาแพงแพง หลายท่านซื้อไปรวมทั้งพบว่าใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาตามมา ทั้งนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แพงแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพดีไปเสียทั้งหมดทั้งปวง ในเวลาเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาไม่แพงก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยคุณภาพไปเสียทั้งปวงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่า แม้อยากได้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งาน ต้องดูที่อะไรบ้าง
1. ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มองเห็นได้จากข้างนอก ส่วนนี้พวกเราสามารถตรวจเช็คได้ในทันที กรรมวิธีการเป็นทดลองดูภาวะภายนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นดูก่อนว่าใช้วัสดุอะไรมาประกอบ ถ้าหากอุปกรณ์ที่ใช้ภายนอกเป็นสแตนเลส โลหะ หรือพลาสติกคุณภาพดี เราก็สามารถเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นไว้เป็นตัวเลือกได้ แต่ว่าถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใดที่ใช้อุปกรณ์ประกอบข้างนอกไม่ค่อยดีมากแค่ไหน อาทิเช่น พลาสติกคุณภาพต่ำ โลหะบางๆพวกเราก็บางทีก็อาจจะอนุมานได้ว่าองค์ประกอบด้านในอาจจะไม่ดี สามารถตัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นออกจากตัวเลือกได้ สำหรับข้อนี้ คนจำนวนไม่น้อยบางทีก็อาจจะเห็นว่าดูเพียงแค่วัสดุจากข้างนอกได้ใช่หรือ เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สิ่งของข้างนอกมีคุณภาพต่ำ แต่ว่าส่วนประกอบด้านในอาจจะมีคุณภาพก็ได้ ขอตอบเลยว่า จากข้อมูลของผู้ใช้ตามกระดานข่าวสารต่างๆพบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้อุปกรณ์คุณภาพแย่ประกอบข้างนอก มักจะเสียเมื่อใช้ไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ขนาดอุปกรณ์ประกอบข้างนอกยังไม่ดี แล้วองค์ประกอบด้านในจะดีได้อย่างไร ขอให้เลี่ยงเสีย
2. สายไฟที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆควรเป็นสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับกระแสไฟที่อุปกรณ์ไฟฟ้านั้นอยากได้ ยิ่งหากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดทำความร้อน อย่างเช่น หม้อหุงข้าว กระติกใส่น้ำร้อน เตาย่าง ควรจะเลือกรุ่นที่มีสายไฟขนาดใหญ่พอเพียง ด้วยเหตุว่าหากว่าเรานำเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สายไฟไม่ใหญ่พอที่จะรับกระแสได้ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ จะกำเนิดความร้อนขึ้นที่สายไฟ แล้วก็ถ้าหากใช้เป็นเวลานานๆจะส่งผลให้สายไฟละลาย หรือเกิดไฟลุกขึ้นได้ ดังนั้นสำหรับการเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า ควรเลือกรุ่นที่ใช้สายไฟเหมาะสมกับความปรารถนาไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกนั้นๆ
3. ราคา ตามที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ราคาถือเป็นต้นเหตุอย่างหนึ่งที่ชีวัดประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี โดยถ้าเราอยากได้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ ก็ไม่สมควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ราคาแพงถูกเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำต้องใช้ไฟมากมาย หรือจะต้องใช้งานทั้งวัน หรือหากว่าเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงได้ ก็บางทีอาจเลือกรุ่นที่ราคาแพงถูกลงมา แม้กระนั้นจำต้องไม่ถูกเกินความจำเป็น
4. ความเห็นจากคนที่เคยใช้ ส่วนนี้นับว่าสำคัญ เนื่องมาจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้จะเป็นตัวชี้ได้อย่างยอดเยี่ยมว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อนั้นมีคุณภาพไหม โดยควรจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเสียงตอบรับจากผู้ใช้โดยมากว่าใช้ดี ทน ไม่มีปัญหา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากยี่ห้อที่ได้รับเสียงตอบรับว่าห่วยแตก ใช้งานไม่ดี เสียง่าย ก็ควรจะเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้งาน สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยมีคนใดกันแน่กล่าวถึงสักเยอะแค่ไหน ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ควรเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้งานด้วยเหมือนกัน เหตุเพราะมีความน่าจะเป็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์นั้นอาจมีคุณภาพี่ไม่ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกซื้อไปใช้งานเท่าไรนัก
5. อย่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแรงเชียร์ของพนักงานขาย ผู้คนจำนวนมากที่ได้หาข้อมูลไว้แล้ว และก็ตกลงใจแล้วว่าจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์หนึ่งที่ตนคิดไว้ มักจะพลาดตอนมาซื้อที่ห้างจริงๆเนื่องจากพนักงานขายจะเชียร์แบรนด์ที่ตนขายอยู่ตลอดเวลา บางโอกาสก็บอกว่าผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อที่เราเล็งไว้อยู่นั้นไม่ดี อย่าไปซื้อ ลงท้ายก็จบที่พวกเราเผลอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พนักงานเชียร์ขาย ก่อนที่จะต้องมาพบว่าสิ่งที่ตนซื้อมานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ไฟฟ้าตามห้าง ขอให้ใจแข็งเข้าไว้ อย่าเผลอหลงคารมบุคลากรอย่างเด็ดขาด

การจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้ของที่มีคุณภาพมานั้น สำคัญๆก็ต้องดูที่ 5 ข้อดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมานี้ ยืนยันว่าท่านจะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาได้อย่างแน่นอน แต่สำหรับคุณแม่บ้านบางบุคคล อาจจะมีความกังวลอยู่ว่าตนมองอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้กระทั้งอุปกรณ์ข้างนอกก็ยังไม่อาจจะแยกได้ หากเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้ท่านเลือกซื้อเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดีๆราคาพอเหมาะพอควรเป็นหลัก แล้วท่านจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน ตรงตามความต้องการเลย

แหล่งที่มา บทความเครื่องใช้ไฟฟ้า: www.indexlivingmall.com

10
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่อยูคู่กับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แฃะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทุกบ้านจะต้องมีเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน หากไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อะไรสักอย่างที่พอเพียงจะคลายร้อนได้บ้าง คงเป็นไปไม่ได้อาศัยในบ้านได้อย่างสุขแน่

ปัจจุบันนี้ พัดลมแปลงเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาหลายแบบ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งพัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้นพัดลมติดฝาผนัง พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร และก็ฯลฯ ในบรรดาต้นแบบพัดลมกลุ่มนี้ พัดลมตั้งโต๊ะ ดูจะเป็นแบบยอดนิยมเพื่อการใช้งานเยอะที่สุด เพราะว่ามีขนาดกระชับ น้ำหนักเบา โยกย้ายง่าย ปรับใช้งานได้มากมาย จะพัดในที่ต่ำก็ได้ หรือจะเอาไปใช้พัดในที่สูงก็แค่หาโต๊ะหรือเก้าอี้มาต่อแค่นั้นไม่เหมือนพัดลมตั้งพื้นหรือพัดลมโคจร ที่ใช้งานได้ไม่นานัปการนัก แถมยังโยกย้ายทุกข์ยากลำบากมากอีกด้วยหลายบริษัทเล็งเห็นถึงความจำเป็นของมนุษย์ที่มีต่อพัดลมตั้งโต๊ะ ก็เลยได้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทนี้ออกมาขายบนท้องตลาดกันแบบเนืองแน่น อย่างที่พวกเราจะมีความคิดเห็นว่าในห้างสรรพสินค้า แล้วก็ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม และพัดลมโนเนมมาขายให้ได้เลือกกัน แต่ถามว่าถ้าหากพวกเราจำต้องไปซื้อพัดลมชนิดนี้มาใช้ในบ้านตัวเอง จะเลือกพัดลมแบรนด์เนมหรือโนเนมดีละ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ขั้นตอนแรก ขอเชิญทุกคนไปทำความเข้าใจกับนิยามของพัดลมแบรนด์เนม กับพัดลมโนเนมก่อน พัดมแบรนด์เนม คือ พัดลมตั้งโต๊ะ ที่มียี่ห้ออันเป็นที่รู้จักทั่วๆไป กล่าวชื่อขึ้นมาขณะใด ไม่มีผู้ใดที่ไม่เคยทราบ ดังเช่นว่า พัดลม Mitsubishi Toshiba Hitachi Panasonic Hatari อะไรทำนองนี้ ส่วนพัดลมโนเนม คือพัดลมที่ผลิตออกมาแบบไม่มียี่ห้อติด หรือถึงจะมีแบรนด์ เวลาบอกชื่อขึ้นมา หลายท่านจะเกิดรีแอคว่า มีพัดลมแบรนด์นี้อยู่บนโลกด้วยหรือ นี่ยังรวมถึงพัดลมที่ผลิตมานาน แม้กระนั้นคนไม่ค่อยรู้จัก ก็นับว่าเป็นพัดลมแบบโนเนมด้วย

สิ่งที่แตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม กับพัดลมตั้งโต๊ะโนเนม ก็คือ ราคา เป็นที่รู้กันว่าพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนมราคาจะสูงมาก บางยี่ห้อราคาพุ่งไปถึงหลักพันในขณะที่เป็นแค่พัดลมตัวเล็กๆส่วนถ้าเป็นพัดลมโนเนม ราคาจะต่ำมากถึงเยอะที่สุด บางตัวใช้แบงค์ร้อยแค่ใบเดียวก็ซื้อหามาเป็นเจ้าของได้แล้ว ปริศนาเป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นแบบนั้น แล้วถ้าหากเราอยากได้พัดลมมาใช้สักตัวจริงๆไปซื้อพัดลมโนเนมมาใช้ไม่ดีกว่าหรือ พัดได้เหมือนกัน แถมไม่สิ้นเปลืองด้วย ข้อนี้จะขอตอบเลยว่า ที่พัดลมแบรนด์เนมกับพัดลมโนเนมไม่เหมือนกันเพราะว่ามีต้นเหตุ 2 อย่าง ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์ที่ใช้ โดยธรรมดาพัดลมแบรนด์เนมมักจะใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่า ผลิตมาจากบริษัทแม่ที่มีการควบคุมประสิทธิภาพอยู่เสมอ มีการทดสอบคุณภาพองค์ประกอบแต่ละชิ้น ด้วยความที่เป็นองค์ประกอบผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูง แต่ในเวลาเดียวกันส่วนประกอบก็จะมีความคงทน ใช้งานได้ดีกว่าด้วย มีรอบการหมุนดี ให้ลมแรง ในช่วงเวลาที่พัดลมโนเนม ชอบใช้วัสดุที่จ้างผลิตมาจากโรงงานที่มีกำลังในการผลิตสูง เมื่อกำลังการผลิตสูง ก็พอๆกับว่าจะต้องรีบผลิต ไม่มีเวลามาตรวจตราคุณภาพ ผลิตเสร็จก็ส่งออกในราคาถูก แล้วบริษัทผู้ผลิตก็จะเอามาประกอบเองต่อ พร้อมตีตราแบรนด์ตนเอง บางแบรนด์ยิ่งหนัก คือให้บริษัทที่มีกำลังในการผลิตประกอบให้ตนเองด้วยเลย รวมทั้งรับมาเพียงแค่ตีตราแค่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เลยทำให้พัดลมโนเนมมีต้นทุนการสร้างถูกมาก ราคาขายจึงต่ำตามไปด้วย แต่ถึงจะราคาไม่แพง มันก็แลกมาด้วยภาวะองค์ประกอบที่ไม่มีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ใช้ได้ไม่ทน หมุนแล้วไม่ค่อยมีลมออกมา และก็หากใช้ผ่านไปแค่ 4-5 เดือนก็เริ่มมีปัญหาแล้ว อย่างหมุนช้าลง หรือบางทีก็ไม่หมุนเลย
2. คุณภาพการประกอบ พัดลมแบรนด์เนมจำนวนมากจะมีคุณภาพการประกอบที่ดี มีโครงแข็งแรง ยึดองค์ประกอบต่างๆดี เพราะเหตุว่าผลิตเอง แล้วก็มีการควบคุมคุณภาพการประกอบอยู่เป็นประจำ ทำให้ใช้งานได้นาน ไม่ค่อยเจอปัญหาตามมา ตอนที่พัดลมตั้งโต๊ะโนเนมราคาถูกๆมักไม่ค่อยให้ความเอาใจใส่กับคุณภาพการประกอบ บางเครื่องนี่เห็นได้ชัดเลยว่าชิ้นส่วนบางชิ้นยึดไม่แน่น พอเพียงเอามาใช้ก็เกิดปัญหาอย่างสั่น เสียงดัง และก็จะลาโลกนี้ไปในเวลาไม่ถึงปี พร้อมกับคุณภาพพลาสติกโครงที่เป็นของคุณภาพไม่ดี ติดไฟง่าย มอเตอร์ไหม้ครั้งไฟก็ลุกในเวลาไม่ถึง 10 นาที เปลี่ยนเป็นชนวนของไฟไหม้กันไปอีก จากรายละเอียดที่ว่ามานี้ คุณคนอ่านอาจพอเพียงจะเลือกกันได้แล้วว่าจะเอาพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนม หรือจะเลือกของโนเนมราคาไม่แพงๆไปใช้ที่บ้าน อย่าซื้อแบบมองเพียงแค่ราคาอย่างเดียว เนื่องจากว่าถึงแม้ว่าจะคุณได้พัดลมราคาถูกมาใช้งาน แต่เมื่อใช้ไปแล้วพังทลายต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ก็เท่ากับว่าจะต้องเสียเงิน 2 ต่อ สู้ซื้อพัดลมที่คุณภาพดี แม้ว่าจะราคาสูงหน่อย แต่ว่าไม่ต้องคอยแปลงใหม่ 4-5 ปีก็อยู่ได้สบาย อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าคุ้มของแท้

Website: บทความพัดลมตั้งโต๊ะ: Index

11
ในช่วงเวลาเช้า หรือบางทีก็อาจจะเช้าตรู่มากสำหรับใครสักคน การมีนาฬิกาปลุกไว้ช่วยปลุก ก็น่าจะเกิดเรื่องที่จำเป็นต้องจำพวกจำเป็นมากกันเลยทีเดียว

คุณคงพอรู้ดีอยู่แล้วว่า นาฬิกาปลุกที่วางขายอยู่บนท้องตลาดในขณะนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลที่แสดงหน้าปัดเป็นตัวเลข และก็นาฬิกาปลุกแบบเข็ม แต่คุณอาจจะไม่ทราบว่าที่จริงแล้ว ถ้าอยากจะเลือกนาฬิกาปลุกแบบใดสักแบบหนึ่ง จำเป็นต้องดูที่อะไรบ้าง ครั้งคราวเมื่อไปห้างสรรพสินค้า คุณก็เลือกเฉพาะนาฬิกาเรือนที่ตัวเองถูกใจ พอนำกลับมาใช้ที่บ้านก็พบว่าใช้งานได้ไม่ดี ไม่ตรงตามความปรารถนาสักเท่าไร เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจกำเนิดความข้องใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ถ้าเช่นนั้นเราน่าจะซื้อนาฬิกาปลุกแบบไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

เมื่อก่อนที่จะไปเปรียบเทียบกันว่านาฬิกาแบบไหนดีมากยิ่งกว่ากัน เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจก่อนว่านาฬิกาแต่ละเรือนนมีลักษณะเป็นอย่างไร เริ่มจากนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลก่อน นาฬิกาปลุกรุ่นนี้มีเอกลักษณ์เป็นการแสดงผลหน้าปัดเป็นตัวเลข เจาะจงชั่วโมง นาที แล้วก็วินาทีอย่างประณีต ในนาฬิกาปลุกดิจิทัลบางรุ่น ยังมีการบอกจำนวนอุณหภูมิในเวลานั้นอีกด้วย ข้อดีของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้เป็นบอกเวลาได้ละเอียด คุณสามารถทราบได้ทันทีว่าช่วงนี้เป็นเวลาชั่วโมง กี่นาที รวมทั้งกี่วินาทีแล้ว ส่วนข้อผิดพลาดของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้เป็น ด้วยความเป็นนาฬิกาแสดงตัวเลข ทำให้เมื่อถึงเวลาค่ำคืนที่ปิดไฟมืดหมดแล้ว คุณจะไม่สามารถเห็นเลขเวลาได้ ผู้สร้างหลายรายได้มองเห็นถึงข้อเสียส่วนนี้ ก็เลยได้เพิ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดไฟสะท้อนแสงที่หน้าปัดนาฬิกา โดยเมื่อกดปุ่ม คุณจะสามารถแลเห็นจำนวนเวลาได้ ปัญหานี้ก็จะลดลง แม้กระนั้นในนาฬิกาดิจิทัลรุ่นต่ำๆจะยังไม่มีฟังก์ชั่นส่วนนี้ นอกนั้น ยังมีผู้ผลิตบางรายที่คิดทำให้นาฬิกาปลุกดิจิทัลของตนเองมีตัวเลขเรืองแสงอยู่ตลอดระยะเวลา ก็สามารถที่จะช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้กระจ่างดียิ่งขึ้น แม้กระนั้นก็ตามมาด้วยปัญหาแสงจากจำนวนบนนาฬิกาก่อกวนคุณตลอดระยะเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะนอนหลับได้สนิท จะต้องย้ายนาฬิกาไปไว้ห้องอื่น เปลี่ยนเป็นข้อบกพร่องขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนนาฬิกาปลุกแบบเข็ม เป็นนาฬิกาต้นแบบเริ่มแรกที่อยู่คู่กับเมืองไทยพวกเรามานานแล้ว เอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ มีเข็มสั้น เข็มยาว แล้วก็เข็มวินาทีบนหน้าปัด เข็มทั้งยัง 3 จะเคลื่อนไปเรื่อยตรงเวลาที่ผ่านไป ด้วยความที่เป็นนาฬิกาเข็ม ทำให้การบอกเวลาอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความละเอียดน้อยกว่านาฬิกาแบบดิจิทัลอยู่หน่อยหนึ่ง คุณอาจจะไม่อาจจะมองเวลาจากนาฬิกาแบบเข็ม แล้วบอกได้ละเอียดหมดเลยว่าปัจจุบันนี้กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แม้กระนั้นก็พอที่จะบอกเวลาแบบโดยประมาณได้อยู่ว่าปัจจุบันนี้เป็นเวลากี่นาฬิกา กี่นาที ยิ่งไปกว่านี้ นาฬิกาแบบเข็มยังเป็นนาฬิกาที่ไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นจัดเต็มเหมือนอย่างนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลสักเท่าไรนัก ยิ่งบางรุ่น คุณอาจจะสามารถใช้งานได้แค่เพียงมองเวลาสิ่งเดียว ดูเหมือนเป็นข้อด้อย แต่จริงๆก็นับว่าเป็นข้อดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการที่จะอยากนาฬิกาที่ใช้งานยุ่งยากมากมาย บอกเวลาได้ก็พอแล้ว ด้วยเหตุว่าบางครั้งซื้อนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลมา ก็จำต้องพบกับตัวเลขที่มากมายเยอะไปหมด ดูแทบไม่รู้เรื่องว่าเลขไหนคือเวลา หรือเลขไหนเป็นอย่างไร คุณจะไม่พบปัญหานี้ในนาฬิกาปลุกดิจิทัล

จะเห็นได้ว่า คุณลักษณะเด่นของนาฬิกาปลุกทั้งยัง 2 อย่างงี้ ก็มีความต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแบบอย่างแล้วก็ฟังก์ชั่นการใช้งาน ต่อนี้ไปกลับมาไปสู่ปริศนาที่ว่า ถ้าหากต้องการจะได้นาฬิกาปลุกสักเรือนละ จะเลือกแบบไหนดี ด้วยความที่นาฬิกาทั้ง 2 แบบ ต่างก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ทำให้อาจบอกแบบพิพากษาไปเลยมิได้โดยทันทีว่าซื้อเรือนไหนดีมากยิ่งกว่า แม้จะเลือกให้เจริญที่สุด คุณจำเป็นต้องพินิจเหตุดังต่อไปนี้
1. สิ่งที่ต้องการในการใช้งาน หากว่าอยากได้นาฬิกาปลุกชนิดที่ว่า ซื้อมาแค่เรือนเดียว ก็ดูได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะเวลา นาฬิกาดิจิทัล คงจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณเจริญที่สุด เนื่องจากแสดงผลลัพธ์ทุกสิ่ง อุณหภูมิ สภาพภูมิอากาศ วันที่ และอื่นๆอีกมากมาย แต่ว่าถ้าคุณซื้อนาฬิกาปลุกมาด้วยเหตุว่ามีความรู้สึกว่าจะใช้ปลุกจริงๆมิได้อยากได้ฟังก์ชั่นที่จัดเต็มจนกระทั่งเชื้อเชิญงงเต็ก ใช้งานไม่ถูก ก็ขอแนะนำว่าแบบเข็มก็พอเพียงต่อความปรารถนาแล้ว
2. คุณสมบัติเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นนั้นๆตัวอย่างเช่น นาฬิกาบางรุ่นมีฟังก์ชั่นเรืองแสงในตนเอง มีหน้าปัดพรายน้ำ ถ้าหากว่าคุณมีความคิดว่าการนำนาฬิกาที่มีแสงสว่างในตนเองมาตั้งในห้องนอน เป็นการก่อกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้มีการเกิดความหลอนเช่นเดียวกับมีใครกันแน่มายืนอยู่ในห้อง ก็ไม่สมควรซื้อเรือนนั้น หันไปซื้อนาฬิกาธรรมดาที่ไม่มีแสงสว่างในตนเองจะดียิ่งกว่า ฯลฯ
3. ไม่ใช่ว่า นาฬิกาปลุกทุกรุ่นจะมีเสียงปลุกที่เท่ากัน บางรุ่นเสียงปลุกเบามาก เกือบจะไม่ได้ยิน แม้กระทั่งปลุกก็เหมือนไม่ได้ปลุก หรือบางรุ่นก็มีเสียงปลุกที่สั่นประสาท ชักชวนให้ปวดศรีษะยามตื่นนอนทุกครั้ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัล หรือนาฬิกาปลุกแบบเข็มก็ตาม คุณจำต้องให้ความสำคัญกับการเลือกเสียงปลุกด้วย ก่อนที่จะคิดที่จะตัดสินใจซื้อ คุณควรลองทดสอบเสียงปลุกดูสักนิดว่าเป็นยังไง แล้วเลือกรุ่นที่คุณรู้สึกว่าชอบเสียงปลุกของมันเยอะที่สุด
นาฬิกาปลุก ถือเป็นเครื่องไม้เครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยทำให้คุณตื่นมารับวันใหม่ได้อย่างผ่องใส ด้วยเหตุนั้นคุณควรที่จะทำการเลือกให้ถูก เพื่อช่วยสนับสนุนการหลับรวมทั้งการตื่นนอนอย่างโดยความเป็นจริง

แหล่งที่มา บทความนาฬิกาปลุก: Index Living Mall

12
ชั้นสำหรับวางของ คือเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็บของได้เป็นอย่างมากชั้นวางของที่มีการผลิตออกมาวางจำหน่ายในตอนนี้ มีอยู่นานาประการแบบไม่ว่าจะเป็นชั้นแบบทึบมีฝาปิด ชั้นแบบทึบไม่มีฝาปิด ไปจนถึงชั้นแบบโปร่ง ในส่วนของขนาดก็มีอยู่นานัปการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และก็ขนาดใหญ่ มีเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าซื้อชั้นสำหรับวางของแบบไหนไปใช้ก็ได้ ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนัก ต้องการจะกล่าวว่าโน่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกจำต้องสักมากแค่ไหน เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าชั้นวางของทุกใบจะสามารถใช้วางของได้หมด แต่ว่าด้วยการออกแบบของมันทำให้ในบางครั้งหากเราเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสม จะก่อให้การจัดข้าวของทำเป็นไม่ราบรื่นนัก เกิดปัญหาเอาของเข้าจัดได้ไม่หมด หรือจัดของได้แต่ของที่วางอยู่มักจะตกลงมาที่พื้น จะต้องรอเก็บขึ้นเป็นประจำยิ่งหากเป็นข้าวของที่พังเสียหายง่ายอย่างแก้ว ขวดโหล แม้ตกลงมาแตกก็พอๆกับเสียไปเลย ไม่สามารถที่จะเก็บขึ้นมาซ่อมแซมได้อีก นอกนั้น ถ้าหากเราเลือกใช้ชั้นสำหรับเพื่อวางของที่ไม่เข้ากันข้าวของที่พวกเราจะจัด ย่อมนำมาซึ่งการทำให้ของไม่เรียบร้อย ดูรก และก็บางทีอาจแปลงเป็นที่อยู่ของสัตว์อันไม่พึงปรารถนาทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น การจะจัดข้าวของให้เรียบร้อย ดูงามอย่างแท้จริง เราก็เลยต้องเลือกชั้นวางของให้ถูกลักษณะสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ชั้นวางของแบบโปร่ง ไม่มีฝาผนังกั้น ชั้นวางรูปแบบนี้มีต้นแบบคือ ไม่มีผนังกั้น มีเพียงแต่ส่วนโครง รวมทั้งส่วนพื้นของชั้นแต่ละชั้นเท่านั้น เนื่องจากว่าไม่มีฝาผนังกั้น ทำให้โอกาสที่ข้าวของจะตกลงมาด้านล่างมีสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นสิ่งของที่วางไว้อย่างหมิ่นๆเหมาะสำหรับใช้วางข้าวของที่มีโอกาสเสียหายได้น้อย สามารถใช้แบ่งกลุ่มข้าวของที่มีจำนวนไม่มากสักเท่าไรนักได้
2. ชั้นวางของแบบโปร่ง มีผนังกั้น ชั้นออกแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชั้นแบบแรก ไม่เหมือนกันเพียงแค่ชั้นแบบนี้จะมีการทำส่วนประกอบแผนผังสำหรับกั้นรอบๆพื้นชั้นโดยผนังนี้อาจมีความสูงจากพื้นชั้นขึ้นมาเพียงเล็กน้อย หรือบางทีอาจสูงขึ้นมาจนถึงเกือบชั้นวางข้างบนก็ได้ชั้นวางของลักษณะนี้มีจุดเด่นเป็นระบายอากาศได้ดิบได้ดี สามารถคุ้มครองข้าวของได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากของบนชั้นจะร่วงลงมาก็จะใกล้กับผนังที่กั้นอยู่ แต่ว่าด้วยฝาผนังที่ทำขึ้นมาไม่มากมาย บางทีอาจไม่อาจจะป้องกันข้าวของชิ้นเล็กๆหรือข้าวของที่มีน้ำหนักเบาได้ เหมาะสำหรับวางสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก แล้วก็อยากได้การปกป้องในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น จานชาม ถ้วย โถต่างๆรวมทั้งเครื่องครัวอื่นๆด้วย
3. ชั้นวางของแบบทึบ ไม่มีฝาปิด ชั้นวางลักษณะนี้จะเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาสักหน่อยเป็นมีการใช้วัสดุปิดทึบเป็นต้นว่าไม้อัด พลาสวูด พลาสติก หรือไม้จริง มาปิดด้านข้างและก็ข้างหลังของชั้นจนกระทั่งทึบ เหือช่องว่างสำหรับนำสิ่งของเข้าเฉพาะข้างหน้าแค่นั้น ชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถคุ้มครองข้าวของก้าวหน้าก่าชั้นแบบโปร่ง ไม่มีปัญหาของตกไปอยู่ด้านหลังชั้น แต่ว่าจุดอ่อนของชั้นรูปแบบนี้เป็น ระบายอากาศได้ไม่มากมาย เหมาะสำหรับใช้เก็บสิ่งของต่างๆที่จับใช้บ่อยครั้ง และไม่ต้องการให้สัมผัสกับความชื้น เป็นต้นว่า เครื่องปรุงประเภทต่างๆสิ่งของจำพวกน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานผงซักฟอก ที่พึ่งซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
4. ชั้นวางของแบบทึบ มีฝาปิด ชั้นสำหรับวางของลักษณะนี้จะคล้ายคลึงกับชั้นแบบที่ 3 แม้กระนั้นมีการเพิ่มฝาสำหรับปิดชั้นด้วย คุณลักษณะเด่นของชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้ก็คือ มีความมิดชิดสูง สามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งของจากความชื้นและมลภาวะต่างๆได้เกือบ 100% อีกทั้งยังคุ้มครองปกป้องไม่ให้สิ่งของตกจากชั้นได้ดีที่สุดด้วย แม้กระนั้นข้อเสียของมันก็มีอยู่เป็นระบายอากาศได้ไม่ดีนัก รวมทั้งหยิบของออกมาใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าชั้นวางแบบอื่นๆเหมาะสำหรับใช้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักค่อย สิ่งของที่อยากได้การถนอมกล่อมเกลี้ยง รวมทั้งสิ่งของที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้งานได้แก่ แก้วเจียระไน เครื่องปั้นดินเผาต่างๆหนังสือ เอกสารต่างๆเป็นต้น นอกเหนือจากจำพวกของชั้นสำหรับวางของตามลักษณะอย่างที่ได้พูดผ่านไปแล้ว พวกเรายังสามารถแบ่งชนิดของชั้นสำหรับเพื่อวางของตามการติดตั้งได้อีกด้วย โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบเป็นชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น แล้วก็ชั้นวางของแบบแขวน ซึ่งชั้นวางของแบบตั้งพื้น จะเหมาะกับการใช้เก็บข้าวของขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ในขณะชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบห้อยจะเหมาะกับการใช้เก็ยบสิ่งของชิ้นเล็กๆที่มีน้ำหนักไม่มากมาย จะเป็นถ้วยจานทั้งหลายแหล่หรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่สมควรใช้ชั้นสำหรับวางของแบบห้อยเป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักมากมาย เหตุเพราะอาจจะทำให้ชั้นวางรับน้ำหนักไม่ไหว ร่วงลงมาจากจุดจัดตั้ง จนถึงทำให้ข้าวของภายในมีอันตรายได้ สำหรับเรื่องของสิ่งของ ส่วนนี้จัดว่าไม่ซับซ้อนสักเท่าไรนัก เนื่องจากว่าเราสามารถคะเนด้วยตาเปล่าได้ว่าชั้นที่ทำจากอุปกรณ์ที่เห็น เหมาะสมแก่การใช้แรงงานในจุดที่ต้องการหรือไม่ สำคัญๆก็มีเพียงแค่ไม่สมควรนำชั้นไม้อัดไปใช้ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง และไม่ควรที่จะนำชั้นพลาสติกไปใช้ในที่ๆอุณหภูมิเปลี่ยนตลอดระยะเวลา ฯลฯ

การเลือกชั้นวางของให้เหมาะกับสิ่งของที่จะวางนั้น ดูผิวเผินบางทีอาจดุจว่ามันไม่ใช่หัวข้อสำคัญอะไรนัก แต่ถ้าหากพวกเรารู้จักวิธีเลือกให้เหมาะสมแล้วก็ถูก ก็จะทำให้การจัดข้าวของภายในบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากยิ่งขึ้น และอันตรายที่จะกำเนิดกับของในชั้นก็ลดลง ส่วนเรื่องออกแบบแล้วก็ราคา ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อดังที่ดวงใจของตนอยากได้ได้เลย

ขอขอบคุณบทความ บทความชั้นวางของ: Index Living Mall

13
ในช่วงปัจจุบันนี้ที่อากาศในเมืองไทยร้อนขึ้นทุกวี่ทุกวันกระทั่งเกือบจะละลายแบบนี้ คุณคงจะกำลังคิดที่จะหาเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งให้กับบ้านของตัวเองกันอยู่ใช่ไหม แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณคงไปดูเครื่องปรับอากาศ จากห้างมา รวมทั้งเอามาจัดตั้งที่บ้าน แม้กระนั้นในบางครั้งพอเพียงติดตั้งไปแล้ว ก็ต้องพบกับปัญหาหลายสิ่งหลายอย่าง บางคราวก็ไม่เย็น บางคราวก็เย็นเกินไป หากเกิดเรื่องที่เครื่องปรับอากาศไม่ค่อยเย็น ส่วนนี้ทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นปัญหาแน่นอนจำต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วน แต่ว่าถ้าหากเป็นเรื่องแอร์เย็นเกินไปละ น่าจะสงสัยกันใช่ไหมว่าเป็นเรื่องปกติ หรือจริงๆเครื่องปรับอากาศมีปัญหากันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก หากว่าคุณซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งแล้ว พบว่าเย็นเหลือเกิน ต้องทดลองเช็ค 2 อย่างนี้ก่อน ว่าเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่ มี
1. การตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล บางคราวเครื่องปรับอากาศที่มาจากโรงงานอาจจะตั้งอุณหภูมิไว้เย็นเกินไป เช่น 15 องศาเซลเซียส หากคุณมิได้ดูรีโมทก่อน ก็บางทีก็อาจจะรู้สึกได้เช่นเดียวกันว่าแอร์เย็นเหลือเกิน หากเป็นแบบงี้ก็แก้ปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็นเพียงแค่ปรับอุณหภูมิขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ปกติแล้วควรจะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่หากเช็ครีโมทแล้วพบว่ามิได้ตั้งอุณหภูมิที่เย็นเหลือเกินเลย บางครั้งอุณหภูมิที่รีโมทอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสด้วยซ้ำ แต่รู้สึกได้ว่าเย็นมาก ส่วนนี้คือไม่ปกติแล้ว
2. ถ้าว่ามองที่รีโมทแล้วราวกับจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากปกติ ยังคงใช้ได้ดังเดิม ให้ลองไปเช็คที่เครื่องปรับอากาศกันต่อไปเลย ลองดูว่าตอนตั้งอุณหภูมิกับรีโมทคอนโทรล เคื่องปรับอากาศได้มีการสนองตอบบ้างหรือไม่ ถ้าหากไม่มี ก็หมายความว่าการตั้งอุณหภูมิอาจจะไม่ส่งไปที่เครื่องปรับอากาศ อย่าลืมดูด้วยว่าตัวเครื่องมิส่งไม่ปกติอะไรหรือไม่ อย่างเช่น มีน้ำหยดออกมาจากตัวเครื่องมากเกินไป เป็นต้น
เมื่อทดลองเช็คลักษณะของเครื่องปรับอากาศจนกระทั่งครบแล้ว ถ้าหากมีความรู้สึกว่าคุณไม่อาจจะแก้ไขปัญหาอะไรที่ตัวเครื่องได้แล้ว ก็หมายความว่าเครื่องปรับอากาศน่าจะมีความผิดปกติแล้วละ เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วปัจจัยที่ทำให้เครื่องปรับอากาศมีความเย็นมากมายกระทั่งไม่ดีเหมือนปกติละมีอะไรบ้าง โดยต้นเหตุนั้นมีดังตั้งแต่นี้ต่อไป
1. เซ็นเซอร์รีโมทคอนโทรลไม่สนองตอบการตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล จนถึงทำให้ไม่อาจจะตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมได้ อย่างบางคราวเครื่องปรับอากาศของคุณอาจจะมีอุณหภูมิค้างอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส แล้วคุณต้องการจะปรับให้อุ่นกว่านี้ บางครั้งบางคราวกดปุ่มปรับอุณหภูมิจนกระทั่งเลขบนรีโมทได้ตามต้องการรวมทั้งจริง แต่ว่าเครื่องปรับอากาศไม่สนองตอบกบรีโมท อุณหภูมิก็จะยังคงค้างอยู่ที่ 158 องศาเซลเซียสอยู่อย่างงั้น ถ้าหากเป็นอย่างงี้คุณก็จะต้องเช็คกันว่าเพราะเหตุใด บางครั้งอาจจะเป็นเนื่องจากว่าลืมใส่ถ่านในรีโมทคอนโทรล ทำให้รีโมทไม่ทำงาน ถ่านหมด เป็นต้น แก้ได้ไม่ยากด้วยการซื้อถ่านก้อนใหม่มาแปลง เพื่อรีโมทใช้งานได้ปกติ แต่ว่าถ้าเปลี่ยนแปลงถ่านแล้วพบว่ายังใช้มิได้อีก ก็เป็นได้ว่ารีโมทบางทีอาจจะพัง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากตัวรับเซ็นเซอร์บนเครื่องปรับอากาศใช้งานมิได้ ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ ชี้แนะว่าให้แจ้งศูนย์บริการของเครื่องปรับอากาศแบรนด์นั้นๆให้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้ อย่าอุตสาหะซ่อมเอง หรือไปซื้อรีโมทปลอมมาเปลี่ยนแปลงเอง เพราะว่าเดี๋ยวปัญหาจะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
2. มีสาเหตุจากท่อน้ำยาสร้างความเย็นในเครื่องปรับอากาศได้รับความย่ำแย่ แตก หัก จนถึงทำให้น้ำยาทำความเย็นดำเนินงานแตกต่างจากปกติ จนกระทั่งเกิดความเย็นเป็นอย่างมากประเภทที่ว่าราวกับได้อยู่ขั้วโลกเหนือกันเลย และก็ในบางครั้งอาจจะมีอาการ เครื่องปรับอากาศเป็นน้ำแข็ง หรือมีน้ำแข็งย้อยออกมาจากช่องสร้างความเย็นร่วมด้วย ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ขอเสนอแนะวาอย่าพากเพียรแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีความรู้และความเข้าใจเรื่องช่างนิดเดียวก็ตาม เพราะว่าประเดี๋ยวจะยิ่งทำให้เครื่องปรับอากาศมีปัญหาหนักขึ้น ทางที่เหมาะสมที่สุดเป็นรีบแจ้งศูนย์บริการให้เข้ามาดำเนินการปรับแก้ไห้ดีกว่า หรือหากเครื่องปรับอากาศนั้นพึ่งซื้อมาใหม่ ก็สามารถรีบแจ้งกับฝ่ายขายของที่ๆคุณซื้อมา ให้เข้ามาดูและจัดแจงเปลี่ยนแปลงเครื่องใหม่ให้ก็ได้ โดยนับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตำหนิ
อาการเครื่องปรับอากาศทำความเย็นให้มากเกินความจำเป็น สามารถเป็นได้ทั้งเรื่องปกติ แล้วก็ปัญหาที่จำต้องปรับปรุง เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้น ให้ท่านรีบตรวจดูแลชะหาทางแก้ไขในทันที เพื่อเครื่องปรับอากาศของคุณสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พวกเราอยากจะบอกคุณ ก็คือ ถ้ารู้ตัวว่าเครื่องปรับอากาศนั้นเย็นเกินความจำเป็น แก้เยอะแค่ไหนก็แก้ไม่ได้ ควรอย่ากล้ำกลืนใช้งานต่อ ให้ปิดเสีย ด้วยเหตุว่าการอยู่ข้างในห้องที่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากจนเกินความจำเป็นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆอาจทำให้คุณเกิดอาการเจ็บเจ็บไข้ได้ ยิ่งหากในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นห้องนอนด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าอย่าทนนอนในห้องที่เย็นเหลือเกินเด็ดขาด มีสิทธิป่วยไข้รุนแรงถึงขนาดปอดบวมได้เลยทีเดียว
เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณคงพอเพียงจะเห็นปัญหาของการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีความเย็นมากจนเกินความจำเป็นกันไปบ้างแล้ว ต่อไปนี้ถามว่า มีหนทางคุ้มครองปกป้องไม่ให้เผลอไปซื้อเครื่องปรับอากาศที่อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีปัญหาบ้างหรือเปล่า ด้วยเหตุว่าเครื่องปรับอากาศเป็นของที่จำเป็นต้องจัดตั้งก่อน ถึงจะทราบดีว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมานั้นมีปัญหาไหม การจะเอามาทิ่มปลั๊กไฟทดลอง แบบเวลาพวกเราซื้อพัดลม โทรทัศน์ คงจะทำไม่ได้โดยทันที แนวทางที่เยี่ยมที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันปัญหานี้ได้ คือ ควรที่จะเลือกซื้อเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่มีแบรนด์ได้มาตรฐาน เป็นที่ชื่นชอบแล้วก็ได้รับการกล่าวถึงจากผู้ใช้คนอื่นว่าใช้ดีแค่นั้น เลี่ยงการซื้อเครื่องปรับอากาศตามแรงเชียร์ของเซลล์ เท่านี้ ช่องทางที่คุณจะเผลอไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาก็จะน้อยลงแล้ว

Website: บทความเครื่องปรับอากาศ / แอร์บ้าน: Index

14
สำหรับกิจกรรมเพื่อความถูกอนามัยที่ดีของร่างกายนั้น การขัดฟัน คือกิจกรรมอย่างนึ่งที่คนทุกคนจำเป็นต้องทำ คงไม่มีใครที่มีความคิดว่าไม่จำเป็นต้องแปรงก็ได้ เว้นไปวันสองวันก็ยังได้แน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่แปรงฟัน จะเกิดเชื้อโรคสะสมในปากและก็ก่อเกิดโรคหลายชนิด อีกทั้งฟันผุ ติดเชื้อในช่องปาก แถมยังทำให้มีกลิ่นปาก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าสังคมได้มากทีเดียว

สำหรับเพื่อการแปรงฟัน เครื่องมือที่จะต้องใช้แน่นอนมีอยู่ 2 อย่างหมายถึงแปรงสีฟัน แล้วก็ยาสีฟัน เวลาที่พวกเราใช้อยู่มันก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แม้กระนั้นในตอนที่ใช้งานเสร็จแล้วละ พวกเราจะเก็บของ 2 อย่างนี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไรดี เพราะเหตุว่าทั้งยังแปรงสีฟันรวมทั้งยาสีฟันเป็นของที่พวกเราจำต้องเอาเข้าปาก หากเอาไปวางไว้แบบไม่เรียบร้อย จนถึงทำให้แปรงสีฟันต้องไปเจอกับสิ่งสกปรก หรือตกลงพื้นจนกระทั่งหากจะเอามาเข้าปากอีกรอบก็คงกระดากดวงใจไม่น้อย ยิ่งถ้าหากแปรงสีฟันตกลงไปในที่ๆไม่พึงปรารถนาสักเยอะแค่ไหน อย่างในโถส้วม หรืออ่างล้างจาน คงจะไม่มีผู้ใดอยากจะเอามาเข้าปากอีกครั้งหรอก จริงไหม เพื่อไม่ให้กำเนิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ใส่แปรงสีฟัน ช่วยได้เสมอ

ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถใส่แปรงสีฟันได้อย่างรัดกุม โดยทั่วไปมักมีรูปทรงเหมือนแก้ว มีฝาปิดซึ่งจะมีช่องสำหรับแทงแปรงสีฟันเพียงพอเป็นช่องแคบๆขณะที่เราต้องการจะเก็บแปรงสีฟันก็ทำได้ง่ายๆแค่แทงด้ามแปรงสีฟันลงไปในช่องที่ทำไว้เพียงแค่นั้น แทงลงไปกระทั่งปลายด้ามจะลงไปถึงก้น เท่านี้แปรงสีฟันของเราก็ไม่สิทธิตกจากที่เก็บลงสู่พื้นได้แล้ว

ที่เก็บแปรงสีฟันที่ผลิตออกมาในขณะนี้นั้นมีอยู่หลายรุ่น อีกทั้งรุ่นแบบแก้วใบเดียว จนถึงรุ่นที่มีแก้วใส่แปรงสีฟันถึง 4 ด้ามในตัวเดียว ถามคำถามว่ารุ่นใดดีสุด ข้อนี้จะต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน ถ้าหากว่าในสุขาที่จะเอาไปใช้นั้นมีคนหมุนเวียนใช้กันหลายคน ประมาณว่าใน 1 บ้าน มีส้วมอยู่ห้องเดียว ที่ใส่แปรงสีฟันแบบที่มีแก้วเก็บหลายใบในตัวเดียวจะตอบโจทย์ได้มากกว่า แต่ว่าหากเป็นห้องสุขาที่มีคนใช้งานอยู่ตามลำพัง ในบ้านนั้นมีส้วมหลายห้อง สมาชิกทุกท่านแยกไปใช้แต่ละห้องเป็นของตนเอง ที่ใส่แปรงสีฟันแบบ 1 แก้ว ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ที่ใส่แปรงสีฟัน แม้ว่าจะมองเป็นของใช้อย่างง่ายๆไม่มีการทำงานสลับซับซ้อน แต่ว่าพวกเราก็จำเป็นที่จะต้องใช้ให้ถูกทาง และก็มีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้งานอยู่พอควร ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่า
1. ควรจะตั้งที่ใส่แปรงสีฟันไว้ภายในจุดที่อยู่สูงพอควร เพื่อพ้นจากน้ำ ความชุ่มชื้น แล้วก็เชื้อโรคต่างๆแล้วก็อยู่ในจุดที่เราสามารถหยิบใช้ได้สบาย ไม่ตั้งไว้สูงเหลือเกินจนเอื้อมมือขึ้นไปจับตรากตรำ ห้ามตั้งที่ใส่แปรงสีฟันไว้ในจุดที่มีความเสี่ยงต่อการหล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใส่แปรงสีฟันที่เป็นเซรามิคหรือแก้ว เพราะอาจเกิดการหล่นแตกได้
2. การทิ่มแปรงสีฟันใส่ที่ใส่แปรงสีฟัน จะต้องใช้วิธีแทงแปรงใส่ลงในช่อง โดยให้ขนแปรงอยู่ข้างบนแค่นั้น อย่าคิดแนวทางเก็บแบบแผลงๆอย่างการคว่ำขนแปรงลง หงายด้ามแปรงขึ้น เพราะว่าจะก่อให้หยิบใช้ได้ทุกข์ยากลำบาก รวมทั้งสำหรับเพื่อการเก็บแปรง จะต้องแทงด้ามแปรงสีฟันลงไปตราบจนกระทั่งจะสุดทุกคราว อย่าจิ้มด้ามแปรงสีฟันใส่เอาไว้ภายในที่เก็บแบบขอไปที เพราะจะมีผลให้แปรงสีฟันมีโอกาสหลุดจากที่ใส่ จนถึงร่วงลงมาที่พื้นเองได้
3. อย่าตั้งที่ใส่แปรงสีฟันทิ้งเอาไว้แบบไม่สนใจมันเลย กะว่าเอาไว้เป็นที่เก็บแปรงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเวลาที่ผ่านไปทุกๆวันๆโน่นคือฝุ่นละออง สิ่งสกปรก รวมทั้งเชื้อโรคที่จะสะสมในที่ใส่แปรงสีฟันได้ ควรจะหมั่นหยิบที่ใส่แปรงสีฟันลงมาล้างชำระล้าง โดยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาล้างจานขัดถูออกจนกระทั่งสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำดื่ม แล้วหลังจากนั้นคว่ำไว้ให้แห้ง แล้วจึงนำมาประกอบเพื่อใช้ใหม่อีกที รวมทั้งถ้าหากมีความคิดเห็นว่าที่ใส่แปรงสีฟันเริ่มมีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์ที่ไม่ปรารถนาอย่างแมลงสาบ จิ้งจก ไปไต่ จะต้องหยุดใช้ แล้วนำลงมาล้างชำระล้างทันที
4. เมื่ออยากเปลี่ยนที่ที่ใส่แปรงสีฟันออกจากที่ ต้องทำให้ละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดการหล่นแตก โดยเฉพาะที่ใส่แปรงสีฟันที่ทำจากแก้ว หรือพลาสติกที่ออกจะบาง
ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเพื่อการเก็บแปรงสีฟัน ให้ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะมากขึ้น รวมทั้งช่วยทำให้สุขาเป็นระเบียบเรียบร้อยเพิ่มมากขึ้นด้วย บ้านคนไหนที่ยังขาดที่เก็บของสำคัญอย่างแปรงสีฟันอยู่ ขอเสนอแนะให้ซื้อที่แปรงสีฟันไปใช้งาน รับประกันว่าจะมีผลให้การเก็บ การจับใช้แปรงสีฟันทำได้ง่ายมากยิ่งกว่าเดิมด้วย ยิ่งถ้าใช้คู่กับกล่องสำหรับหุ้มห่อขนแปรงสีฟัน จะยิ่งทำให้แปรงสีฟันของคุณดูสะอาด น่าใช้ ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้นแน่ๆ

แหล่งที่มา บทความที่ใส่แปรงสีฟัน: www.indexlivingmall.com

15
สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องผ้า ในหลายๆครั้งเราคงเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งผลให้ผ้าแฉะไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า หรือการนำผ้าไปใช้ในงานต่างๆย่อมมีโอกาสที่ผ้าจะแฉะได้ทั้งปวง และก็ทางเดียวที่เราจะมีผลให้ผ้ากลับมาแห้งสนิทได้ ก็จะต้องใช้วิธีการตากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แน่ๆว่าสำหรับในการตากผ้านั้น เครื่องเรือนที่ถือเป็นของที่จำเป็นเยอะที่สุดก็คือ ราวตากผ้าซึ่งเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้มีคุณประโยชน์เป็น เราจะสามารถนำผ้าขึ้นพาด ก่อนที่จะคลายให้ผ้าแผ่ออกจนถึงรับกับความร้อน แล้วก็อากาศโดยรอบได้อย่างมาก เมื่อผ้าสัมผัสกับอากาศ จะนำมาซึ่งการทำให้ความชุ่มชื้นที่หลงเหลืออยู่บนผ้าเบาๆระเหยออกไป จนถึงในที่สุดผ้าก็จะกลับมาแห้ง พร้อมต่อการใช้งานไปได้อีก

ราวตากผ้าที่มีการผลิตออกมาจัดจำหน่ายในขณะนี้นั้นมีอยู่ 2 แบบอย่างใหญ่ๆเป็นราวตากผ้าประเภทตั้งพื้น แล้วก็ราวตากผ้าประเภทห้อยผนัง โดยราวตากผ้า 2 แบบนี้มีความต่างกันเป็น ราวตากผ้าแบบตั้งพื้นจะเป็นราวที่สามารถโยกย้ายได้ ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับในการตากผ้าได้มากกว่า เหมาะกับการที่พวกเราจะเคลื่อนย้ายผ้าออกไปตากแดดเพื่อช่วยทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ด้วยประการฉะนี้ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้น ก็เลยสามารถใช้งานได้อย่างนานัปการ จะใช้เป็นพักผ้า หรือจะใช้เป็นที่นำผ้าที่ซักแล้วออกผึ่งแดดก็สามารถทำได้ ในขณะราวตากผ้าแบบแขวนฝาผนัง จะเป็นราวที่ไม่สามารถโยกย้ายได้ ดังนั้นจึงเหมาะกับการตำหนิดตั้งไว้เพื่อเป็นที่พักผ้า ตัวอย่างเช่นติดตั้งในส้วมเพื่อใช้แขวนผ้าสำหรับเช็ดตัวก่อนที่จะนำไปใช้ หรือผึ่งผ้าที่ใช้ประโยชน์มาแล้ว อย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดตัวให้แห้ง สามารถใช้ประโยชน์งานต่อได้มากกว่า แต่ แม้ราวตากผ้าประเภทห้อยจะสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ก็มีจุดเด่นคือไม่กินพื้นที่ ไม่เหมือนกับราวตากผ้าแบบตั้งพื้นที่มักมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่มากมาย ยิ่งหากตั้งเอาไว้ในห้องแคบๆพวกเราจะต้องสูญเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนใดส่วนหนึ่งให้กับราวจำพวกนี้ไปอย่างยิ่งจริงๆ

ราวตากผ้า ที่วางขายอยู่บนท้องตลาด ยังเป็นเครื่องเรือนที่ถูกประกอบมาจากอุปกรณ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สแตนเลส พลาสติก หรือแม้กระทั้งไม้ ซึ่งในวัสดุแต่ละจำพวกก็จะเหมาะสมกับการใช้แรงงานในลักษณะที่แตกต่างกัน ถ้าหากอยากได้ใช้งานราวตากผ้าเพื่อนำผ้าออกตากกลางแจ้ง ควรจะเลือกใช้ราวที่ทำจากสแตนเลสหรือไม้ เพราะคงทนต่ออุณหภูมิแล้วก็สภาพภูมิอากาศต่างๆได้ดี ไม่มีปัญหาประเด็นการสึกกร่อน ในเวลาที่ราวตากผ้าแบบเหล็กหรือพลาสติก ถ้าเกิดนำไปตั้งผึ่งแดดจะเกิดการหมดสภาพ ผุกร่อนได้ง่าย ด้วยเหตุนั้นจึงเหมาะสมกับการใช้แรงงานในที่ร่มมากกว่า นอกเหนือจากนี้ แม้เป็นราวตากผ้าพลาสติก จะไม่อาจจะใช้รับน้ำหนักผ้าได้มาก เนื่องจากว่าอาจเกิดการหักได้ ถ้าอยากได้ซื้อราวมาเพื่อตากผ้าทีละมากมายๆควรจะใช้ราวที่ทำมาจากอุปกรณ์ที่ค่อนข้างจะแข็งแรง อย่างราวจากเหล็ก หรือสแตนเลสจะดีมากกว่า

ในส่วนของการใช้แรงงานราวตากผ้าไม่ว่าจะประเภทอะไรก็ตามมีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังอยู่ ดังนี้
1. การแขวนผ้าบนราวตากผ้า ควรจะแขวนแบบกระจัดกระจายผ้าออกมาจากกัน เพื่อน้ำหนักที่ราวตากผ้าได้รับมีความสมดุล และยังเป็นเหตุให้ผ้าแต่ละจำพวกได้สัมผัสกับอากาศกับความร้อนอย่างทั่วถึง อย่าแขวนผ้าแบบเอาเอาผ้า 4-5 ชิ้นมากระจุกรวมกัน เนื่องจากจะทำให้ผ้าแต่ละชิ้นได้สัมผัสอากาศไม่ทั่ว ทำให้แห้งยาก รวมทั้งการนำผ้ามาห้อยกระจุกไว้เพียงแต่จุดใดจุดหนึ่งของราวมากจนเกินไป จะมีผลให้ราวได้รับน้ำหนักอย่างไม่สมดุล จนถึงทำให้เกิดการหัก หรือสกรูที่ยึดราวนั้นเขยื้อนจนถึงทำให้ราวมีการหลุดออกมาได้
2. ถ้าเกิดพวกเราจำต้องนำราวตากผ้าออกผึ่งแดด เมื่อเก็บผ้าเข้าบ้าน ควรที่จะเก็บราวตากผ้าเข้ามาเอาไว้ในที่ร่มด้วย อย่าปล่อยราวไว้ที่โล่งแจ้งจนถึงเกิดการตากแดดตากฝน เพราะจะมีผลให้ราวมีการหมดสภาพในเวลาอันเร็วทันใจ มีปัญหากร่อน ทรุดโทรมได้
3. ราวตากผ้า เป็นราวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตากผ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ห้ามนำราวนี้ไปใช้แบบไม่ถูกจุดประสงค์ ตัวอย่างเช่น นำไปใช้เป็นที่เหยียบสำหรับป่ายปีนขึ้นไปบนที่สูงๆหรือใช้เป็นที่พาดข้าวของหนักๆเพราะว่าราวรับน้ำหนักไม่ไหว มีการพังหัก ยิ่งถ้าหากว่าราวหักระหว่างที่พวกเรากำลังปีนอยู่ก็ย่อมเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และก็ควรจะระวังอย่าให้เด็กเล็กอยู่ใกล้กับราวตากผ้ามากเกินไป เนื่องจากว่าเด็กบางทีอาจป่ายปีนจนตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้
4. ห้ามดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขราวตากผ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์อันอื่นที่จะต้องรับน้ำหนักมาก อย่างเช่น เก้าอี้ หรือชั้นสำหรับเพื่อวางของ แม้แต่การดัดแปลงให้ตากผ้าได้มากกว่าธรรมดาก็ไม่สมควรทำ เนื่องจากว่าปกติแล้วโครงของราวตากผ้าไม่ได้หนาอะไรมาก ถ้ากระทำดัดแปลง อาจส่งผลให้โครงของราวตากผ้ารับน้ำหนักไม่ไหว มีการทรุดโทรมหักพังทลายลงมาได้
ราวตากผ้า นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การตากผ้าของพวกเราเปลี่ยนเป็นเรื่องง่าย แม้กระนั้น ในราวตากผ้าแต่ละชนิดจากแต่ละอุปกรณ์นั้นก็มีจุดเด่นข้อบกพร่องต่างๆนาๆ คนที่กำลังมองหาราวสักราวหนึ่งเพื่อใช้สอยสำหรับการตากผ้า จำเป็นต้องเลือกซื้อราวที่มีขนาด แล้วก็ใช้สิ่งของที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเอง เพื่อได้ราวที่ใช้งานได้ตามความต้องการ

ที่มา บทความราวตากผ้า: Index Living Mall

หน้า: [1] 2 3 ... 34